หน้าแรก Home Guest Book ทักทายเรา คู่มือเที่ยวเอง อย่างง่ายๆ เว็บบอร์ด Webboard เที่ยวไทย Local Trips เที่ยวเทศ Oversea Trips ท่องทะเล Sea Trips เรื่องน่ารู้ Knowledge คนบ้าหนัง คลิป วิดีโอ ถาม-ตอบ FAQ
ศูนย์รวมตั๋วโปรโมชั่น


บทความ (Article)

ตลาดบางน้ำผึ้ง ดอนหอยหลอด ตลาดน้ำอัมพวา ตอน 2

ทานอาหารแล้ว พวกเราเดินย้อนกลับไปทางชายหาด ด้านในศาลเสด็จเตี่ยฯกันเลยครับ ....   

แม้อากาศข้างนอกจะร้อนเพราะแดดเปรี้ยง แต่ในบริเวณที่พักผ่อนที่เป็นเหมือนสวนสาธารณะก็มีร่มไม้ปกคลุมไปทั่ว จึงมีผู้คนที่มากันเป็นครอบครัว เป็นคณะ มานั่งพักผ่อนหย่อนใจเต็มไปหมดครับ...    

ใครไมได้เตรียมเสื่อมา ก็มีให้เช่า...ส่วนอาหาร แน่นอนอยู่แล้วครับ มีตั้งโต๊ะเรียงรายไปรอบๆหาดด้านล่างให้ไปซื้อหากันได้โดยสะดวกครับ  ทานอาหารแล้ว พวกเราเดินย้อนกลับไปทางชายหาด ด้านในศาลเสด็จเตี่ยฯกันเลยครับ ....   

แม้อากาศข้างนอกจะร้อนเพราะแดดเปรี้ยง แต่ในบริเวณที่พักผ่อนที่เป็นเหมือนสวนสาธารณะก็มีร่มไม้ปกคลุมไปทั่ว จึงมีผู้คนที่มากันเป็นครอบครัว เป็นคณะ มานั่งพักผ่อนหย่อนใจเต็มไปหมดครับ... 

3 ภาพในกรอบนี้ ดูแล้วนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาเลยครับ

อุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง
รักเจ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย
ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน

ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา
ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน

อิ่มใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน
น้ำนมจากอก อาหารของความอาทร
แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน สอนสั่ง

ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป

ใช่เพียงอิ่มท้อง
ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรัก อุ่นละมุน
ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน

ผมไม่แน่ใจหรอกครับว่า ครอบครัวที่เห็นในภาพกรอบนี้ ใช้ วันทูคอล และดูหนังโฆษณาเรื่องสถาบันครอบครัวของ เอไอเอส หรือเปล่า........แต่ความสัมพันธ์ ความผูกพันกันที่เห็นตอนทานข้าวด้วยกันนั้น บอกได้คำเดียว เอ๊ย 4 คำครับว่า แน่นแฟ้น ตึงปึ๊กครับ    

ภาพล่าง เห็นตอนแรก เข้าใจว่า ขายอะไรซักอย่างแน่นอนครับ เพราะเห็นชามโฟมเป็นตั้ง และหม้อซึ้งเตาแก้สขนาด เอสเอ็มอี....แต่ถามดูแล้ว ปรากฎว่ามากัน 10 กว่าคนเท่านั้นครับ...อู้ววววว์    

ส่วนภาพกรอบนี้ คงไม่ต้องบรรยายนะครับว่า.... พวกเราผิดคาดเพียงไร... เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่า ดอนหอยหลอด จะให้ความรู้สึกดีๆ สุขกายสบายใจ ได้มากขนาดนี้

ส่วนผู้ที่ตั้งใจจะไปร่วมกิจกรรมเอาปูนขาวไล่หอยหลอดให้โผล่ขึ้นมา ก็ออกันที่ศาลาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง ก็ลงเดินกันไปที่หาดโคลนข้างหน้าโดยไม่หวั่นหวาดแสงแดดที่แผดเผาแม้แต่น้อยครับ    

ดอนหอยหลอด ที่ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นสันดอนที่เกิดขั้นบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงคราม มีลักษณะเป็นสันดอนใหญ่ตลอดชายฝั่งทะเล อยู่*งจากชายฝั่งประมาณ 50 เมตร 2,000 เมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 22,000 ไร่

จำนวนดอนที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีทั้งหมด 7 ดอน แต่ละดอนแยกจากกันด้วยร่องน้ำเล็ก ๆ ลึกบ้าง ตื้นบ้าง ดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมมากมีจำนวน 5 ดอน ซึ่งเป็นดอนที่เกิดขึ้นนานแล้ว ความหนาแน่นของหอยหลอดบนพื้นที่ประมาณ 15,056.25 ไร่

ลักษณะพื้นที่ของดอนหอยหลอดเป็น ลักษณะดินปนทราย ชาวบ้านเรียกว่า "ทรายขี้เป็ด" ซึ่งอาจนำไปใช้ถมที่ได้ แต่ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างไม่ได้  หอยหลอดจะอยู่หนาแน่นบริเวณที่มีทรายประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความหนาแน่นของหอยหลอดขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมในแต่ละปีที่เปลี่ยนแปลงไป

หอยหลอดเป็นสัตว์น้ำทะเลชนิหนึ่ง มีชื่อสามัญว่า Rozor clam และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Solen Strictus Gould 1861จัดเป็นหอยสองฝาที่มีตัวอาศัยอยู่ในฝาที่ประกบทั้งสองข้าง มีลักษณะคล้ายหลอดกาแฟ กลมยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เป็น ขนาดของหอยที่โตเต็มที่ มีสภาพความเป็นอยู่โดยการฝังตัวตั้งเป็นแนวดิ่งอยู่ใต้พื้นทราย

ยามน้ำแห้งซึ่งเป็นช่วงโอกาสที่ชาวประมงจะทำการจับหอยหลอดได้หอยจะเปิดฝาอยู่เรี่ยพื้น และยึดตัวยื่นออกมาจับแพลงตอนเป็นอาหารหรือการเคลื่อนตัวออกไปหาพื้นที่อยู่ใหม่

เนื่องจากดอนหอยหลอดมีหอยหลอดชุกชุมมาก และมีทัศนียภาพที่สวยงาม แปลก และมีเอกลักษณ์คือ ยามปกติเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลจะท่วม ดอนจะจมหายไปในน้ำไม่มีร่องรอยของดอนหอยหลอดอยู่เลย แต่พอน้ำลง จะปรากฏพื้นที่ดอนหอยหลอดค่อย ๆ โผล่ขึ้นทีละน้อย เป็นพื้นที่กว้างไกลหลายร้อยไร่ จึงทำให้ดอนหอยหลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง

สิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว คือ หอยหลอด กล่าวกันว่าเป็นแหล่งที่มีหอยหลอดชุกชุมมากที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย หรือแห่งเดียวในโลก นักท่องเที่ยวนิยมลงไปจับหอยหลอดกันอย่างสนุกสนาน

วิธีจับก็ใช้มือกดบงบนพื้นทราย จะเห็นฟองอากาศ และเห็นรูปรากฏ เอาไม้จิ้มปูนขาวแหย่ลงไป หอยหลอดจะโผล่ขึ้นมาให้จับ ต้องรีบเก็บใส่ภาชนะไว้ มิฉะนั้นจะมุดดินหนีอยู่ลึกลงไปกว่าเดิมอีก  ไม่ควรสาดปูนขาวลงบนสันดอน เพราะจะทำให้หอยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นตายหมด

ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะท่องเที่ยวดอนหอยหลอด คือ ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคมเพราะน้ำทะเลจะลดลงนานกว่าช่วงเวลาอื่น และสามารถมองเห็นสันดอนโผล่ขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือบริเวณศาลาอาภร (ใกล้ศาลกรมหลวงชุมพรเขตตอุดมศักดิ์) เพื่อนั่งเรือไปชมดอนหอยหลอด

นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเวลาน้ำขึ้น - น้ำลง ได้ที่ อบต. บางจะเกร็งโทร 034-723749 

หลายคนเข้าใจว่า "หอยหลอด" มีเพียงที่ดอนหอยหลอดที่เดียวในโลก แต่ความจริงแล้ว ยังมีหอยหลอดในบริเวณอื่นอีก เช่น จ.สมุทรปราการ และ จ.ตราด และในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย แต่มีในปริมาณน้อย ไม่มากพอที่จะจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดอนหอย.หลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 ครับ

ส่วนพวกที่ไม่อยากเดินไกล ก็ใช้วิธีเช่าเรือเหมาลำละ 200 บาทได้ครับ....และเมื่อกลับมา ก็มีลานน้ำประปาใหญ่ ให้ล้างโคลนล้างความสกปรกด้วยครับ

ยืนชมอยู่อย่างเพลิดเพลินได้พักหนึ่ง เราก็ชวนกันไปกราบสักการะสมเด็จเตี่ยฯที่ศาลกัน .....วันอาทิตย์อย่างนี้ มีทั้งที่มากราบ ขอพร บนบาน และแก้บน มากมายทีเดียว คำนวนได้จากเสียงจุดปะทัดที่ดังเป็บตับไม่ขาดสาย

เพิ่งสังเกตเห็นครับว่า ด้านข้างของศาลที่เป็นสวนหย่อนใจนั้น ข้างหลังมีห้องสุขา และห้องอาบน้ำล้างตัวขนาดใหญ่สอาดสะอ้านอยู่ด้วยครับ

ซ้ายบนเป็นภาพด้านหน้า.... ถัดมาเป็นลานจอดรถ และสองภาพล่างคือ สถานที่จุดปะทัดแก้บน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศาลดำเนินการให้ครับ    

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงริเริ่ม วางรากฐานกิจการทหารเรือ ให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มีสมรรถภาพ จนทำให้กองทัพเรือเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ กองทัพเรือจึงขนานพระนามพระองค์ท่านเป็น "พระบิดาของ กองทัพเรือไทย" และกำหนดให้วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ของทุกปีเป็น "วันอาภากร"

นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ เคารพนับถือ เทิดทูนบูชาแก่ทหารเรือ ตลอดจนผู้คนทั่วไป ก็คือ "การไม่ถือพระองค์" ถึงแม้ว่าพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วเป็นเวลานานถึง ๗๓ ปี แต่พระเกียรติคุณของพระองค์ยังอยู่ในความทรงจำ และเป็นที่สนใจตลอดมา จนถึงกับพากันสร้างอนุสรณ์ทางวัตถุขึ้น เป็นจำนวนมาก และมากขึ้นทุกที ได้แก่ เหรียญ พระรูป พระอนุสาวรีย์ ศาล ศาลา พระตำหนัก พระวิหาร เทวาลัย สุดแท้แต่จะสร้าง แล้วแต่จะเรียกกันไป แต่ขอเรียกสั้น ๆ ในที่นี้ว่า "ศาลกรมหลวงชุมพรฯ"

ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ทั้งหมดจำนวน ๑๒๒ แห่งดังรายการข้างล่างนี้ ปัจจุบัน ศาลหลายแห่งได้เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาไปหลายแห่ง อาจมีศาลบางแห่งทรุดโทรมลงไป ก็ได้แต่หวังว่า ผู้รับผิดชอบดูแลศาล คงจะได้เอาใจใส่ทนุบำรุงศาล ให้อยู่ในสภาพที่ สมพระเกียรติของพระองค์ท่านโดยเร็ว

๑.ต.สันโป่ง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
๒.สถานีวัดความสั่นสะเทือน จ.เชียงใหม่ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ
๓.สถานีเรืออำเภอเชียงคาน นปข.เขตหนองคาย จ.เลย
๔.สถานีเรืออำเภอสังคม นปข.เขตหนองคาย จ.เลย
๕.สถานีเรืออำเภอเมืองหนองคาย นปข.เขตหนองคาย จ.เลย
๖.สถานีเรืออำเภอโพนพิสัย นปข.เขตนครพนม จ.นครพนม
๗.สถานีเรืออำเภอบึงกาฬ นปข.เขตนครพนม จ.นครพนม
๘.สถานีเรืออำเภอบ้านแพง นปข.เขตนครพนม จ.นครพนม
๙.สถานีเรืออำเภอเมืองมุกดาหาร นปข.เขตนครพนม จ.มุกดาหาร
๑๐.สถานีเรืออำเภอเขมราฐ นปข.เขตอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี
๑๑.วัดบุปผาวัน อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี(อยู่ติดกับสถานีเรืออำเภอโขงเจียม นปข.เขตอุบลราชธานี )
๑๒.ต.กลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์
๑๓.วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.พระสิงห์ จ.ชัยนาท
๑๔.วัดเวฬุวนาราม ต.ลำพยา อ.บางเลน จ.นครปฐม
๑๕.อนุสรณ์สถาน พระบิดาสามเหล่าทัพ ริมแม่น้ำนครชัยศรี อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
๑๖.โรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา อ.เมือง จ.นครปฐม
๑๗.ศูนย์เกษตรกรรมโยทกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.นครนายก
๑๘.วิหารน้อย สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ
๑๙.สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร นางเลิ้ง กรุงเทพฯ
๒๐.สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นางเลิ้ง กรุงเทพฯ
๒๑.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นางเลิ้ง กรุงเทพฯ
๒๒.วิหารคต วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ท่าเตียน กรุงเทพฯ
๒๓.โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ
๒๔.๑๒๑ ซอยอุดมสุข สุขุมวิท ๑๐๓ บางนา พระโขนง กรุงเทพฯ
๒๕.สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
๒๖.๔๑๑/๑ ซอยวัดรวก ถ.จรัญสนิทวงศ์ ๓๓ กรุงเทพฯ
๒๗.วัดพรพระร่วงประสิทธิ์ แขวงออเงิน เขตบางเขน กรุงเทพฯ
๒๘.วัดทุ่งเศรษฐี เขตประเวศ กรุงเทพฯ
๒๙.วัดศรีนวลธรรมวิมล ซอยเพชรเกษม ๘๑ ถ.เพชรเกษม แขวงหนองแขม กรุงเทพฯ
๓๐.คลองเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ
๓๑.ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ
๓๒.กรมจเรทหารเรือ พระราชวังเดิม กรุงเทพฯ
๓๓.โรงเรียนพันจ่า กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กรุงเทพฯ
๓๔.กรมการขนส่งทหารเรือ อ.อิสระภาพ กรุงเทพฯ
๓๕.กองดุริยางศ์ทหารเรือ ถ.อิสระภาพ กรุงเทพฯ
๓๖.กรมพลาธิการทหารเรือ ถ.อรุณอมรินทร์ กรุงเทพฯ
๓๗.อาคารสงเคราะห์นายทหารสัญญาบัตร กองทัพเรือ ทุ่งมหาเมฆ ถ.นางลิ้นจี่ กรุงเทพฯ
๓๘.โรงเรียนเตรียมทหาร พระราม ๔ กรุงเทพฯ
๓๙.กรมอุตุนิยมวิทยา บางนา จ.สมุทรปราการ
๔๐.กรมสรรพาวุธทหารเรือ บางนา จ.สมุทรปราการ
๔๑.โรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ
๔๒.วัดโพธิยาราม (วัดทองคง) ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
๔๓.สะพานปลาสมุทรปราการ ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
๔๔.สถานีวิทยุประมงชายฝั่งคลองด่าน อ.คลองด่าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
๔๕.อู่ปราการกลการ ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
๔๖.เรือนจำสถานีทหารเรือกรุงเทพ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จ.สมุทรปราการ
๔๗.กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัต*บ จ.ชลบุรี
๔๘.ยอดเขาแหลมปู่เจ้า อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๔๙.สวนสาธารณะหนองตะเคียน อ.สัต*บ จ.ชลบุรี(พระอนุสาวรีย์)
๕๐.สวนสาธารณะหนองตะเคียน อ.สัต*บ จ.ชลบุรี (ศาล)
๕๑.ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๒.ซอย ร.๑ พัน.๔ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๓.ร้อย ร.๒ พัน.๒ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๔.โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัต*บ จ.ชลบุรี
๕๕.หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๖.กองบังคับการท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๗.ที่ทำการแผนกคลังอมภัณฑ์ ๒ ฯ กรมสรรพาวุธทหารเรือ ทุ่งโปรง อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๘.กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัต*บ อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๕๙.สถานีตำรวจภูธร อำเภสัต*บ จ.ชลบุรี
๖๐.หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๖๑.กองช่างโยธา ฐานทัพเรือสัต*บ จ.ชลบุรี
๖๒.ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง
๖๓.หน้าพระอุโบสถวัดกลาง อ.เมือง จ.จันทบุรี
๖๔.พระรูป บนเขา หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
๖๕.ศาล หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
๖๖.อ.แหลมงอบ จ.ตราด
๖๗.บ้านคลองมะขาม อ.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด
๖๘.วัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ปากแม่น้ำท่าจีน ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
๖๙.วัดนาขวาง ต.กาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
๗๐.ดอนหอยหลอด บ้านฉู่ฉี่ ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
๗๑.ปากน้ำปราน อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
๗๒.วัดทางสายเอก ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
๗๓.บ้านท่าเสม็ด ต.สพพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร
๗๔.บ้านบามอำมฤต ต.ดอนยาง อ.ปะทิว จ.ชุมพร
๗๕.หน้าที่ว่าการอำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร
๗๖.วนอุทยานเขาพาง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
๗๗.หน้าวัดเขากล้วย ต.หาดพันไกร อ.เมือง จ.ชุมพร
๗๘.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร (ศาลล่าง)
๗๙.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร (ศาลบน)
๘๐.โรงพยาบาลชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร
๘๑.โรงพยาบาลชุมเวช อ.เมือง จ.ชุมพร
๘๒.ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร
๘๓.ค่ายเขตอุดมศักดิ์ (ร.๒๕ พัน.๑ และจังหวัดทหารบกชุมพร) อ.เมือง จ.ชุมพร
๘๔.กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ ๔๑ ค่ายอาภากรเกียรติวงศ์ ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร
๘๕.สวนสาธารณะ อ.เมือง จ.ชุมพร
๘๖.หาดอรุโณทัย ปากน้ำตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร
๘๗.หน้าที่ว่าการอำเภอหลังสวน จ.ชุมพร
๘๘.วัดสวนสน ปากน้ำหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร
๘๙.ท่าเทียบเรือสมุยเฟอร์รี่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี
๙๐.ฐานทัพเรือพังงา ทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา
๙๑.แหลมหิน จ.ภูเก็ต
๙๒.หมู่บ้านเพ็ญทิพย์ ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล
๙๓.วัดเวฬุวนาราม หมู่ที่ ๑๐ ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา
๙๔.แหลมสนอ่อน ปากทางเข้าทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา
๙๕.ปากน้ำตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี
๙๖.ศรีราชาฮาเบอร์ หาดผาแดง ถ.ชวนิชย์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
๙๗.หาดนางรำ อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๙๘.โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กม.๑๐ อ.สัต*บ จ.ชลบุรี
๙๙.ศูนย์ซ่อมอากาศยาน กองการบินทหารเรือ สนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง
๑๐๐.กองพันต่อสู้อากาศยานที่ ๑๑ กรมต่อสู้อากาศยานที่ ๑ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง
๑๐๑.บ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง
๑๐๒."บ้านกตัญญู" เลขที่ ๘๙/๑ บ้านห้วยขวาง ต.สองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง
๑๐๓.บ้านแหลมศอก ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด
๑๐๔.สถานีตำรวจภูธร ตำบลพัทยา เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
๑๐๕. วัดเขางู ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี
๑๐๖.วัดบางขุนไทร ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
๑๐๗.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์
๑๐๘.สำนักสงฆ์ท่าเรือสะพานปลา หมู่ ๕ ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง
๑๐๙.เกาะเนรมิต ต.กันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง
๑๑๐."ค่ายจุฬาภรณ์" กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน ต.บ้านทอน อ.เมือง จ.นราธิวาส
๑๑๑.ท่าเรือสงขลา อ.สิงหนคร จ.สงขลา
๑๑๒.หอประชุมสมาคมชาวประมง ปากน้ำชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร
๑๑๓.บ้านเลขที่ ๖๐/๙ บริษัทอุตสาหกรรมโคเมท จำกัด ถ.เอกชัย ต.บางบอน อ.บางขุนเทียน กรุงเทพฯ
๑๑๔.บ้านเลขที่ ๕๘๘/๗๑ "สันติธรรมสงเคราะห์สมาคม"ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๓๔ ถ.จรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ
๑๑๕.วัดนกกระจาบ ต.วัดยม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
๑๑๖.วัดเสนาสนะป่าสิริวัฒน์วิสุทธิ บ้านเขาโคกเผ่น ต.ทำนบ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
๑๑๗.ศาลกรมหลวงชุมพร ฯ อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง อยู่เยื้องศาล ต.กลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ประมาณ กม.ที่ ๒๒๙
๑๑๘.วัดยางตาล ต.ยางตาล อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์
๑๑๙.อาคารซีทราน บริษัท ซีทรานทราเวิล จำกัด ๕๙๙/๑ ถ.เชื้อเพลิง คลองเตย กรุงเทพฯ
๑๒๐.พระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เขาทัพพระยา เมืองพัทยา
๑๒๑.อาคารพักอาศัยข้าราชการ ส่วนกลาง กองทัพเรือ บุคคโล กรุงเทพฯ
๑๒๒.ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือ บางพระ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

อีกไม่นาน เราคงทราบข่าวว่า มีศาลหรือพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง

"...ส่วนตัวเราตาย ไว้ยืน ไว้ยืน แต่ชื่อ ให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย..."

ขอต่อเลยนะครับ  

จากดอนหอยหลอด เราย้อนกลับไปที่เมืองแม่กลองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเก็บสถานที่ท่องเที่ยวแถบอัมพวาให้ได้มากเท่าที่ใจปรารถนา...ฟ้าสว่างไร้เมฆฝนเป็นใจอย่างวันนี้ นับเป็นโอกาสเหมาะอย่างยิ่งครับ   

แห่งแรกตามโปรแกรม ก็คือ วัดบางกะพ้อม ครับ

วัดบางกะพ้อม เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2312 สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง..... มีตำนานเล่าขานกันมาว่า มีตระกุลคหบดีมีฐานะดีตระกุลหนึ่ง ได้ลงเรือพาครอบครัวพร้อมทั้งทรัพย์สินหนีข้าศึก เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา รอมแรมถึงแหลมบางกะพ้อมแห่งนี้ เห็นเป็นที่เหมาะสมร่มรื่น จึงได้พักแรม สร้างที่อาศัยอยู่ โดยอาศัยการสานกระบุง ตระกร้า เสื่อลำแพน และกะพ้อมใส่ข้าว เป็นสินค้านำไปขายเพื่อเป็นค่ายังชีพ

ต่อมา มีคนมาบอกว่า กองทัพข้าศึกยกมา กำลังทำการสู้รบกันอยู่ที่ค่ายบางกุ้งให้รีบหนี แต่คหบดีผู้นั้นเห็นว่าคงหลบหนีไม่ทัน จึงได้เข้าไปแอบอยู่ในกะพ้อมที่สานเอาไว้เพื่อจะขาย พร้อมกันนั้นได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อ พระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า "ขออย่าให้ทหารข้าศึกพบเลย หากรอดพ้นไปได้จะจัดการสร้างวัดและวิหารขึ้นตรงนี้" ซึ่งทหารข้าศึกก็ผ่านไปโดยมิได้พบเห็น ต่อมาจึงได้จัดสร้างวิหารวัดบางกะพ้อมขึ้น ตามที่ตั้งสัตยธิษฐานไว้ โดยตั้งชื่อวัดว่า "วัดบังกับพ้อม" ต่อมาคงเพี้ยนไปบ้าง หรือเพื่อความเหมาะสมจึงชื่อ "วัดบางกะพ้อม" มาจนถึงปัจจุบันี้

ครอบครัวของผู้สร้างวัดนี้ ร่วมด้วยพุทธศาสนิกชนในสมัยนั้นได้สร้างอุโบสถเรือนไม้ มีพระพุทธรูปศิลาแลง สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นพระประธาน และได้สร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐ์รอยพระพุทธบาท 4 รอย เดิมสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีเชื้อพระวงศ์ในพระราชจักรีทรงผนวช และจำพรรษา ณ วัดนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระเถระผู้ใหญ่และเป็นเจ้าอาวาสวัด ท่านได้บูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังนูน อันเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างด้วยฝีมืออันประณีตงดงาม

ภาพในกรอบทั้งสี่ เป็นสถานที่หลวงพ่อคง อดีตเจ้าอาวาส ใช้ในการวิปัสนา มีต้นไทรไกรกร่างปกคลุมเหมือนโบสถ์วัดบางกุ้งเลยครับ

แม้แต่ผนังหลังพระพุทธไสยาสน์ ก็ยังมีรากไม้ชอนไชมาให้เห็นเลยครับ....ส่วนภาพล่าง เป็นวิหาร รอยพระพุทธบาท 4 รอย และศิลปะปูนปั้น ซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนให้เข้ามาเยี่ยมเยียนนมัสการเป็นจำนวนมากครับ    

วิหารวัดบางกะพ้อม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีอิทธิพลของสถาปัตยกรรมจีน ตามแบบศิลปะพระราชนิยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าปั้นเป็นลายปูนปั้นแบบจีน ประตูทางเข้าเป็นทรงกลม มีปูนปั้นเป็นรูปทหารฝรั่งยืนเฝ้า 2 ข้างประตู ภายในวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังนูน ที่สวยงามแปลกตา เป็นอย่างยิ่ง โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ

ด้านที่ 1 กล่าวถึงพระพุทธบาททั้ง 5 แห่ง ที่ประดิษฐาน ณ สุวัณเณมาลิก, ภูเขาสุวรรณบรรพต, ภูเขาสุมน*ฏ, เมืองโยนกและรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐาน ณ แม่น้ำนัมมทานที

ด้านที่ 2 เป็นภาพพระพุทธประวัติ วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์นิพพาน

ด้านที่ 3 เป็นภาพที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 7 วัน ได้นำพระศพของพระพุทธเจ้า ขึ้นตั้งบำเพ็ญกุศล

ด้านที่ 4 เป็นภาพพุทธประวัติรวมๆ คือ ภาพตอนตรัสรู้ ภาพตอนได้อัครสาวกซ้ายขวา

ศิลปะปูนปั้น และพระพุทธบาท 4 รอยครับผม

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองสมุทรสงครามนี้ มีให้ไปแทบไม่รู้จักหมดสิ้นครับ แค่ดูป้ายข้างทางแต่ละช่วงก็ลายตาแล้วครับ...ว่าแต่ ก่อนจะไปที่อื่น ลองไปที่ๆไม่ค่อยมีใครทราบและไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงสักหน่อยดีไหมครับ...........ไม่ได้เขียนและลงรูปเพื่อประจบเอาใจอดีตผู้ว่าเสาชิงช้า.คนรักแมว ผู้ซึ่งมารู้ว่า ตำแหน่งผู้ว่าฯ ทำอะไรได้เยอะแยะตาแป๊ะไก่ ก็ตอนพ้น 4 ปีไปแล้วคนนั้นนะครับ      

บ้านแมวไทย บ้านสะสมและอนุรักษ์แมวไทยโบราณ อาทิ พันธุ์ขาวมณี พันธุ์วิเชียรมาศ พันธุ์สีสวาด พันธุ์ศุภลักษณ์ ฯลฯ ที่หาดูหาชมได้ยาก

กำนันปรีชา พุคคะบุตร อายุ 60 ปี ประธานชมรมอนุรักษ์แมวไทยแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวความคิดในการอนุรักษ์แมวไทย ว่า

"การก่อตั้งชมรมอนุรักษ์แมวไทยแห่งประเทศไทยนั้น เริ่มขึ้นเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแมวไทยจัดเป็นแมวพันธุ์แท้ที่สืบเชื้อสายมาจากแมวโบราณ ได้รับการยกย่องว่าเป็นแมวพันธุ์ขนสั้นที่สวยและดูสง่างามที่สุดของโลก จากนั้น จึงมีความคิดที่จะอนุรักษ์แมวไทยที่ยังคงเหลืออยู่ในประเทศ เพียงไม่กี่สายพันธุ์ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อ จึงเริ่มสะสมแมวพันธุ์ต่างๆ ที่พอจะหาได้ในขณะนั้น โดยใช้เงินส่วนตัวหลายหมื่นบาทสร้างเป็นพิพิธภัณท์แมว ภายใต้ชื่อ บ้านแมวไทย"

สำหรับแนวความคิดนั้น กำนันปรีชากล่าวว่า เกิดจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องแมวไทยในต่างแดน ซึ่งพบว่าในประเทศอังกฤษเคยมีการจัดประกวดแมว ที่กรุงลอนดอน ปรากฏว่าแมวไทยเคยได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นเหตุให้คนต่างชาติเกิดความตื่นตัวและสนใจคิดจะเลี้ยงแมวไทย ภายหลังจึงได้มีการจัดตั้งสโมสรแมวไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2443 ชื่อว่า The Siamese Cat Clubs บนเกาะอังกฤษ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 ก็ได้มีการจัดตั้งสมาคมแมวไทยแห่งจักรวรรดิอังกฤษ (The Siamese Society of The British Empire) ขึ้นมาอีกหนึ่งสมาคม

ส่วนหลักฐานในประเทศไทย เคยได้ปรากฏในสมุดข่อยโบราณ กล่าวถึงแมวไทยทั้งหมดมี 23 พันธุ์ แบ่งเป็นแมวให้โทษ (ตามความเชื่อ) อยู่ 6 ชนิด คือ ทุพพลเพศ, พรรณพยัคฆ์ หรือลายเสือ, ปีศาจ, หินโทษ, กอบเพลิง, เหน็บเสนียด

ส่วนแมวให้คุณ หรือแมวมงคล มีทั้งหมด 17 ชนิด คือ นิลจักณ, แซมแสวตร, รัตนกำพล, มุสิกา, กรอบแว่น, ปัคเสวต, การเวก, จตุบท, โสหเสพย, กระจอก, โกญจา, เก้าแต้ม, นิลรัตน์, วิเชียรมาศ, สีสวาด, ศุภลักษณ์ และวิลาศ

แต่ปัจจุบัน แมวไทยพันธุ์แท้ที่ให้คุณได้สูญพันธุ์ไปแล้วถึง 13 ชนิด เหตุเพราะคนไทยไม่ใส่ใจร่วมกันอนุรักษ์ จึงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมเพียง 4 ชนิดเท่านั้น คือ แมววิเชียรมาศ, แมวโคราช หรือแมวสีสวาด, แมวศุภลักษณ์ หรือเรียกว่าแมวทองแดง, แมวโกญจา หรือแมวดำปลอด และแมวขาวปลอด หรือแมวขาวมณี ทั้งหมดเป็นแมวที่ควรต้องอนุรักษ์ไว้เพราะใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที

ทั้งนี้ กำนันวัย 60 ผู้มีหัวใจรักแมวยังได้บอกถึงลักษณะและรูปร่างที่ดีของแมวไทย คือ

"แมวลักษณะที่ดีศีรษะต้องไม่กลมหรือแหลมจนเกินไป หน้าผากจะกว้างและจมูกสั้น หูตั้งสั้น ลำตัวเพรียวบาง รูปร่างขนาดปานกลาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว ขนแน่น และอ่อนนุ่มไปทั้งเรือนร่าง หางยาว ปลายหางเรียวแหลมชี้ตรง และที่สำคัญ คือแมวไทยนั้นจะมีสีสันงดงามแปลกตากว่าแมวพันธุ์อื่นๆ นอกจากนั้น ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือมีความเป็นตัวของตัวเอง ขี้อ้อน ซื่อสัตย์ รักอิสระเสรี

ด้วยเหตุนี้จึงสร้างพิพิธภัณฑ์แมวไทยขึ้นมาเพื่อคนไทย แต่ทั้งหมดประสบปัญหาที่สำคัญจากค่าใช้จ่ายถึงวันละ 500 บาท เพื่อซื้ออาหารให้กับแมว ซึ่งแมวจะกินวันละ 2 มื้อ และที่สำคัญยังไม่มีหน่วยงานใดๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือ จึงอยากให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะพิพิธภัณฑ์แมวไทยภายใต้ชื่อ "บ้านแมวไทย"

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นของใคร หากแต่บ้านแมวไทยคือของคนไทยและเป็นมรดกโลก" กำนันปรีชากล่าวทิ้งท้าย..... ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-3473-3284 หรือ 2/1 ม.7 ต.แควน้อย อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม.

สองภาพล่าง คือดาราเอกของที่นี่ ที่ออกทีวีมาแล้วหลายช่อง เพราะมีตาสองสีอย่างเห็นได้ชัดครับ     

กำนันเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้เลี้ยงแมวอยู่ 80 กว่าตัว(ไม่นับลูกแมว)5 สายพันธุ์ครับ

ภาพขวาล่างคือกำนันปรีชา ถ่ายคู่กับสาวอัมพวา ซึ่งไม่เคยทราบแม้แต่น้อยว่า บ้านเกิดของตัว นอกจากลิ้นจี่แล้ว ยังมีอะไรน่าสนใจมั่ง      

จากบ้านแมวไทย เราไปต่อที่ วัดบางแคน้อย ซึ่งอยู่เลยไปนิดเดียว แค่เลี้ยวขวาก่อนถึงโรงพยาบาลอัมพวาเท่านั้นครับ     

วัดบางแคน้อย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง คุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ เป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ.2441 เดิมอุโบสถของวัดสร้างบนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ ต่อมาพระอธิการรอด เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ได้สร้างอุโบสถบนพื้นดิน ในปี พ.ศ.2418 ต่อมา อุโบสถหลังเดิมได้ชำรุดทรุดโทรม พระอธิการเขียว เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ได้สร้างอุโบสถขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ.2492 จนกระทั่งปี พ.ศ.2540 อุโบสถหลังเดิมเกิดชำรุดอีก (เนื่องจากขาดแคลนวัสดุและคุณภาพ เพราะตอนสร้างอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) พระครูสมุทรนันทคุณ (แพร) จึงได้ดำเนินการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น

อุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ภายในจะเป็นไม้สักแกะสลักทั้งหมด อุโบสถหลังนี้มีความงดงามยิ่ง .....การแกะสลักน่าสนใจ และหาดูได้ยาก เนื่องจากต้องใช้งบประมาณ เวลาและฝีมือการแกะสลักที่ปราณีต บรรจง โดยใช้ช่างที่มีความชำนาญ ไม้มะค่าโมงซึ่งใช้เป็นแท่นรองพระประธานมีขนาดใหญ่มาก คือกว้าง 2 เมตรครึ่ง ยาว 3 เมตร หนา 4 นิ้ว ....ชุกชี (ฐานปูนสำหรับประดิษฐาน) พระประธาน เป็นไม้แกะสลักในทรงจอมแห....พื้นอุโบสถปูด้วยไม้ตะเคียนทอง หนา 2 นิ้ว กว้าง 40-44 นิ้ว....ฝาผนังพื้นเป็นไม้แกะสลัก หนา 3 นิ้ว แกะสลักเป็นรูปคน สัตว์ ต้นไม้ และแกะเสริม รวมหนาถึง 6 นิ้ว....ฝาผนังด้านตรงข้ามพระประธานเป็นไม้แกะสลักรูปปางชนะมาร....ฝาผนังด้านซ้าย ขวา ของพระประธานเป็นไม้แกะสลักรูปพระเจ้าสิบชาติ...ฝาผนังด้านหลังพระประธานเป็นไม้แกะสลัก การประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน...ฝาผนังใต้ธรณีหน้าต่าง 2 ข้าง แกะสลักฝังด้วยไม้โมกมันรูปพระเวสสันดร.... จั่วด้านหน้าและหลังเป็นไม้แกะสลัก.... ด้านข้างทั้งสองเป็นคูหาหลงรักปิดทอง.... คันทวยเป็นไม้ลงรักปิดทอง

จากรายละเอียดดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เป็นอุโบสถที่มีความสวยงาม มีคุณค่าทางด้านศิลปะเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่างแกะสลัก เป็นช่างฝีมือจากเพชรบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านแกะสลักไม้เป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงถือว่าอุโบสถวัดบางแคน้อยเป็นศิลปะสถานที่มีคุณค่ามาก และถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดสมุทรสงครามอีกด้วย

เส้นทางที่เดินทางไปวัดบางแคน้อยนั้น จะเป็นสวนผลไม้ที่มีชื่อเสียงของสมุทรสงคราม คือ ลิ้นจี่ ส้มโอ ทั้งสองข้างทางเป็นจำนวนมาก จนตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนผลไม้ ซึ่งถ้าเป็นในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผล จะดูสวยงามมาก อีกทั้งสามารถที่จะซื้อได้โดยตรงจากสวน ส่วนส้มโอมีตลอดทั้งปีครับ

หลวงพ่อแพร แม้ 81 พรรษาแล้ว แต่ท่านก็แข็งแรง มีใจเมตตา และอารมณ์ขันเป็นอย่างมาก ท่านได้กรุณาอรรถธิบายรายละเอียดความเป็นมาต่างๆให้พวกเรารับฟังด้วยความยินดี และยังชี้ชวนให้พวกเราได้เห็นได้เยี่ยมชมสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งโดยทั่วไปจะไม่มีโอกาสได้เยือนหรือได้เห็นกันด้วยครับ

มีใครเห็นอารมณ์ขันแบบคันๆในภาพแกะสลักนี้บ้างไหมครับ  (โปรดสังเกต ลิงตัวล่างครับว่า ซนแค่ไหน )

นี่ก็อีกภาพครับ ออกไปทางอาร์ๆเอ็กซ์ๆนิดหน่อยนะครับ  (ก็โดนตะเข้งับขนาดนั้น จะมัวระแวดระวังได้ไงครับ ธ่อ )

ท่านที่บริจาคปัจจัย 300 บาทขึ้นไป ทางวัดก็จะสลักชื่อให้ในใบโพธิ์ไม้สัก ที่ติดประดับอยู่ในโบสถ์ด้วยครับ     

สองภาพล่าง เป็นโถงที่สวยงามอร่ามตายิ่ง ในเรือนทรงไทยด้านข้างพระอุโบสถครับ

ดูชัดๆสิครับว่า งดงามตระการตาเพียงไร

ที่สำคัญ หลวงพ่อยังบอกพวกเราว่า อุโบสถไม้แกะสลักที่นี่ เปิดให้ชมทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมงครับ ....แล้วเดือนมกราฯต้นปีหน้า ก็จะได้กำหนดฉลองครบ 9 ปีกันเป็นงานยิ่งใหญ่ครับ    

จากวัดบางแคน้อย เรามาที่วัดบางกุ้งครับ ....(มีภาพให้ชมในกระทู้ตอน 1 แล้วครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดนะครับ)

อ้อ....มาเที่ยวนี้ ได้โอกาสถ่ายภาพ นางไม้ มาให้ชมด้วยครับผม 

ต่อไปนี้ เป็นความซนของเด็ก ที่ยังไม่เข็ดจากกระทู้ ภูกระดึง ทั้งๆที่โดนกระหน่ำ ขนาดกระทู้นั้นถูกคลิกเกือบ 3 พันครั้งในเวลาสั้นๆไม่กี่วัน

ฮ่า ฮ่า ฮ่า...โสน้าน่าเจงๆ...ยิ่งกว่า กรรมติดจรวด...

ได้เวลาแล้วครับ...ไปตลาดน้ำยามเย็นกันดีกว่าครับ...ยังจำได้ใช่ไหมครับว่า...อยู่บริเวณวัดอัมพวัน ครับ....ที่จอดรถเพียบ ไม่ต้องห่วงเรื่องเสียเวลาและอารมณ์ครับผม      

เที่ยวที่แล้วทานหมดก่อน ไม่ได้ถ่ายไว้...คราวนี้ ไม่มีพลาดครับ ขนมดังของที่นี่ ชื่อ ขนม จ่ามงกุฎ ครับ....ทว่า...รสชาติ สำปะนี เราดีๆนี่เองครับ    

ส่วนภาพซ้ายล่าง ก็ ขนมสลัดงา ที่เป็นเหมือนขนมเทียนเล็กๆ ส่วนใส้ข้างใน รสชาติเป็นแบบขนม หนุมาณคลุกฝุ่น ครับ แล้วก็คลุกงาขาว..อร่อยจนต้องยกนิ้วให้ว่า พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ    

ภาพขวาล่าง เป็นเต้าทึง ของคุณพรรณี ที่ผมสั่งซื้อติดมือกลับบ้านมา 20 ชุด ......ปรากฎว่า ตอนจัดใส่ถุง คุณพรรณีลืมให้แป้งเม็ดมา....ตอนพวกเรากลับจากชมหิ่งห้อยเกือบ 2 ทุ่มครึ่ง... เธอมายืนรอส่งให้ที่ที่จอดรถเป็นชั่วโมงๆ.... โห..คารวะน้ำใจสุดๆครับ

ที่พวกเรายืนชมเป็นนานสองนานด้วยความประทับใจ คืองานศิลปะแกะกะลามะพร้าวเป็นโคมไฟประดับอย่างที่เห็นนี่ครับ

ถึงแล้วครับ ท่าน้ำ...วันนี้มาเช้าหน่อย ได้บรรยากาศคึกคักอีกรูปแบบหนึ่ง แม้จะยังไม่มีสีสันตื่นตาเหมือนคราวก่อน แต่ก็เก๋ เท่ ไม่บันเบานะครับ

ที่นี่น้ำขึ้นน้ำลง มีจังหวะเวลาที่ค่อนข้างประหลาดครับ คือน้ำขึ้นอาทิตย์นึง แล้วน้ำลงอีกอาทิตย์นึงครับ ...มาคราวนี้จึงเห็นน้ำค่อนข้างแห้งขอด แต่ก็ดูสะอาดตาครับ.....     

บรรยากาศอย่างนี้ จะมีอะไรดีไปกว่า ขนมจีนแกงไก่ เล่าครับ...ว่าไหมครับ     

ดูในจานสิครับ.... ดูสีหน้ายิ้มแย้มของแม่ค้าสิครับ...แล้วจะพลาดคุณแจ๊ดไปได้อย่างไร      

ส่วนวิถีชีวิตที่ผ่อนคลายของคนที่นี่ ก็เป็นเสน่ห์รัดรึงใจ ใคร่อิจฉาของคนเมืองหลวงที่อุดมไปด้วยความเครียดอย่างเราๆท่านๆไม่น้อยเลย ใช่ไหมครับ    

คาราโอเกะ ที่มีตลอดตั้งแต่เย็นไปจนถึงมืด   
การละเล่นเขย่งเก็งกอย ของเด็กๆ เห็นแล้วอดรำพึงไม่ได้ว่า ทำไมเราแก่เร็วจัง   
บริเวณนวดถึงหน้าบ้าน เป็นกิจกรรมธรรมดาของคนต่างจังหวัดครับ   
ความแน่นแฟ้นผูกพันสถาบันครอบครัวหรือครับ....ดูภาพขวาล่างสิครับ

บ้านเรือนสองฟากฝั่งที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ให้คงสภาพที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมสำหรับอนุชนคนรุ่นหลังสืบไปครับ

ชีวิตที่น่าอิจฉาอย่างนี้ เราอาจจะผ่านตาจากโปสการ์ด หรือในภาพยนต์สารคดีการท่องเที่ยว....แต่ยืนยันได้ครับว่า มาที่นี่ มาดูเรียลลิตี้โชว์กันสดๆดีกว่าครับ ดื่มด่ำกว่ากันแยะ เพราะสะอาด บริสุทธิ์ และคงคุณค่าของความเป็นไทยอย่างเปี่ยมล้น.... ไม่ได้ซุกซนเจือมลพิษอย่างรายการ ช่างตัดผมกับลูกสาวเจ้าของโรงแรม ที่ใครต่อใครเกาะติดทางจอสี่เหลี่ยมที่บ้านอย่างแน่นอนครับ รับรองได้

ภาพขวาบน เป็นบ้านทันสมัย ที่บังเอิญก่อสร้าง ก่อนโครงการอนุรักษ์ฯจะเข้ามา เลยทำให้ดูแปลกตาจากสิ่งแวดล้อมไปนิดเพราะอยู่เชิงสะพานพอดีเสียด้วยครับ    

ส่วนสุภาพบุรุษภาพขวาล่าง คือคุณธนัญชัย กรรมการชุมชนผู้มีน้ำใจ ผู้นอกจากเอื้อเฟื้อเอกสารและข้อมูลให้แล้ว ยังเป็นไกด์กิตติมศักดิ์อธิบายรายละเอียดต่างๆให้พวกเรารับทราบอย่างมีมิตรจิตมิตรใจยิ่ง ........ขอบคุณมากๆครับ คุณธนัญชัย..... คุณคือส่วนสำคัญที่สร้างสรรค์ภาพลักษณ์อันดีงามของที่นี่ให้ใครต่อใครจดจำไม่ลืมเลือน ได้มากๆทีเดียวครับ

เมื่อได้เวลาใกล้ทุ่ม ผมและคุณนายก็เดินไปส่ง คุณเฮง คุณเหน่ง และคุณอ้อย ไปลงเรือชมหิ่งห้อยตามโปรแกรม...แล้วเราสองก็ท่องต่อตามเส้นทางที่นำไปสู่ท้ายตลาดต่อไปครับ     

ท้ายตลาดเลียบแม่น้ำไปทางหน้าสถานีตำรวจนั้น เป็นแหล่งบันเทิง พักผ่อนของคนที่นี่โดยเฉพาะครับ .....เรือสำราญที่เป็นประหนึ่งผับเล็กๆบรรเลงเพลงเพื่อชีวิตมาแต่ไกล เมื่อเข้าใกล้ก็เห็นโต๊ะอาหารเรียงรายในบรรยากาศยามราตรีที่มีมนต์ขลังยิ่งนัก....ฝากไว้ก่อนเหอะ คราวหน้าได้คิดบัญชีกันแน่ครับ

แล้วเราสองก็ได้ประทับใจกับความน่ารักของเจ้าต๊อกแต๊ก เด็กน้อยวัยอนุบาลที่มีวุฒิภาวะมากกว่าผู้ใหญ่วัยทำงานหลายคนที่พานพบมา.................จนป่านนี้ยังนึกไม่ออกเลยครับว่า คุณพ่อคุณแม่ มีวิธีอบรมบ่มนิสัย จรรยามารยาทอย่างไร จึงทำให้หนูน้อย คิดถึงน้องก่อนตัวเอง ในคราวเลือกของเล่นนั่น และรู้จักรู้ใจว่าจะทำอย่างไรจึงจะประทับจิตชายหนุ่มวัยเบญจเพศอย่างผม และ คุณยาย ที่ผมเรียกว่า คุณนาย อยู่ทุกบ่อยได้ขนาดนั้น......ผ้าขาวที่สะอาด เกลี้ยงเกลา ใสซื่อบริสุทธิ์อย่าง ต๊อกแต๊ก ช่วยให้สังคม น่าอยู่ น่าพิสมัยขึ้นเป็นกองเลยครับ

ภาพตลาดน้ำเบื้องหน้า ที่มีดวงตาวาววับของต๊อกแต๊กตามติดมาจับอยู่ในภวังค์ของเรา งามงดหมดจดยากจะหาสิ่งไรมาเทียมทันทีเดียวครับ

แม้เราจะเคลื่อนรถออกจากวัดอัมพวันในเวลาสองทุ่มครึ่ง ......แต่ราตรีที่ตลาดยามเย็นอัมพวายังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของน้ำใจไมตรีจิต...เสียงเพลงจากคณะนักร้องสมัครเล่นยังสดใจกังวานและเต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงผสมจองความสุขสันต์หฤหรรษ์กันเอง...และแม่ค้าแม่ขายก็ยังทักทายเสวนากับลูกค้าท้องถิ่นและต่างเมืองอย่างรื่นรมย์ ต่อไปเรื่อยๆจนดึก

ครับ.........สิ่งเหล่านี้ คือสีสันที่แต่งแต้มชีวิตของเราทั้ง 5 และทุกคนที่ได้มาสัมผัส ให้มีความหมายมากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะรัก ที่จะนิยม ที่จะชมชื่นสิ่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ ให้ติดตรึงเป็นยาชูพลังใจต่อไปนานเท่านาน......ขอขอบคุณ อาจารย์ประทีป ที่กรุณาเป็นเพื่อนคุยข้างราวสะพานนานสองนานระหว่างรอเพื่อนๆ ......และขอขอบคุณชาวอัมพวาทุกท่าน ในสรรพสิ่งที่ท่านสร้างสรรค์จรรโลงไว้ให้ใครต่อใครได้มีความสุขเหมือนอย่างที่พวกเราได้รับจนประทับใจครั้งแล้วครั้งเล่า....

ขอบคุณมากๆครับ     

ทิลล์ วี มีท อะเกน

และขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านมา ณ ที่นี่ด้วยครับ    




 
หน้าหลักบทความ (Article)>>    กลับหมวดท่องไปตามใจฝัน>>


view(63775)