หน้าแรก Home Guest Book ทักทายเรา คู่มือเที่ยวเอง อย่างง่ายๆ เว็บบอร์ด Webboard เที่ยวไทย Local Trips เที่ยวเทศ Oversea Trips ท่องทะเล Sea Trips เรื่องน่ารู้ Knowledge คนบ้าหนัง คลิป วิดีโอ ถาม-ตอบ FAQ
ศูนย์รวมตั๋วโปรโมชั่น


บทความ (Article)

ตอนที่ 1. เข้าหนองคาย ไปเวียงจันทร์ เที่ยววัดพระธาตุหลวง ไปวังเวียง

 

 

สวัสดีครับ.....   


ขออภัยด้วยครับที่ช้าไปนิด....   

ก็อย่างที่เพื่อนๆหลายท่านคงทราบดีล่ะครับว่า.... ลงรถคืนวันที่ 23....หัวค่ำวันที่ 24 ก็ต้องไปต่อ ทริปพนมเบญจาฯ...กลับมาเช้า 28 ก็มีรายการ ออสการ์ 77 ให้ติดตาม..บ่ายก็ต้องรี่ไปดื่มด่ำความประณีตของงานศิลป์ให้อินเทรนด์...

4 วัน ที่ได้พบเพื่อนใหม่ที่ให้ความสุขสันต์ มันส์จนหยดติ๋งๆในบรรยากาศร้อนระอุใต้ฟ้ากระบี่...
137 นาที ที่ได้หลั่งน้ำตาให้กับ แม็กกี้ ฟิตเจอรัลดิ์ สาวหัวใจแกร่งผู้อาภัพ ครั้งแล้วครั้งเล่า...

หยาดเหงื่อที่ท่วมกาย...อัสสุชลที่ไหลริน...ชะล้างจิตวิญญาณจนหมดจดหมดสิ้นคราบไคล พร้อมประจุพลังใหม่เข้าไปเต็มสตรีม

เรียกรอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง เมื่อหวนนึกถึงความงาม....ความงามแห่ง น้ำใจ ไมตรี
และ ความดี ที่ปราศจากการแต่งเติมเสริมแต้ม ที่อยู่กลางใจ คนลาว ทุกคนที่พานพบ...ที่ต่อจิ๊กซอว์ครบใน เพื่อนคนไทย ที่ได้รู้จัก ทักทายกัน... โดยตั้งใจ....โดยบังเอิญ... โดยสัญชาตญาณ... โดยลางสังหรณ์ ...โดยซิกซ์เซ้นส์...ว่ามันเป็น มิตรภาพที่ใสสดบริสุทธิ์..     .

ไม่ต้องบอกก็คงเดาออกกระมังครับว่า ทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคำ ในกระทู้นี้ น่าจะมี ความดี แฝงอยู่ทุกบรรทัด ให้เห็นถนัดเป็น เสน่ห์ เป็น มนต์ขลัง ว่า......
ริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกด้านนั้น มีอะไรมากมายเกินกว่าความคาดคิดนัก…….

ใจของเธอ เสมอเหมือน เทพธิดา
เพราะเธอมี ความกรุณา เป็นที่ตั้ง
คนลาวไทย ได้ประเทือง เมลืองมลัง
เพียงประสพ ก็สมหวัง ดั่งต้องมนต์......

ผมไม่เคยคิดเคยฝันหรอกครับว่าจะได้ไปเที่ยวหลวงพระบาง .......เพราะเรียนด้วยความสัตย์จริงครับว่า ไม่คยทราบเลยว่าหลวงพระบางอยู่ส่วนไหนบริเวณไหน...     

ที่คุ้นบ่อยในเรื่อง ลาว ก็ค่อนไปทาง คอนพะเพ็ง หลี่ผี วัดภู มากกว่าครับ เพราะเห็นในกระดานกระทู้บ่อย....แต่ก็ไม่ค่อยสนใจ เพราะเคยไปทริปเช้าไปเย็นกลับ ที่เวียงจันทร์ (ข้ามหนองคาย) สุวรรณาเขต (ข้ามมุกดาหาร) และที่ไหนอีกที่(ข้ามเชียงของ ท่าเรือบั๊ค) หลายปีก่อน ก็รู้สึกเฉยๆครับ....

จะว่าไป มูลเหตุหลัก ที่ได้มาร่วมทริปนี้ น่าจะเกิดจากการอยากหาเพื่อนใหม่ ประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าครับ... โดยเฉพาะการได้เดินทางครั้งแรกกับ แอร์เอเซีย ด้วย ก็เกินค่าราคาคุ้มแล้วครับ...เพราะฉะนั้น จึง.... ไปไหนก็ไปอยู่แร้นนนนครับ....     

ต้องขอขอบคุณ คุณ AnchorisT เป็นอย่างยิ่งครับ ที่เป็นธุระดำเนินการเรื่องจองตั๋วให้ ทั้งไมตรีที่ยื่นให้ในน้ำคำ "ขอบคุณที่ใช้บริการ รับซาลาเปา สาลาปี้เพิ่มไหมครับ" ที่คุณนายเคทอ่านแล้วขำกลิ้ง    

และขอขอบคุณ คุณ kosamer ที่รับภาระจองตั๋วรถทัวร์ให้ได้ที่นั่งเฟิร์สท์คลาสส์ประจันหน้ากับจอทีวีจังๆ..

ออกจากบ้าน 4 โมงครึ่ง ....กว่ารถแท๊กซี่จะพาเข้าเขตหมอชิต เดินเข้าชั้น 3 ก็ปาเข้าไป 6 โมง 15 ...เล่นเอาปาดเหงื่อรำพึงว่า ถ้าออกช้าหน่อย มีหวังได้นั่งมอไซค์ชัวร์.....     

จำไม่ได้แล้วครับว่า นัดเจอกันที่ไหน ....อย่ากระนั้นเลย...ไปหาอาหารทานรองท้องก่อนดีกว่า...ข้าวแกงบวกกับ 2 อย่างราคาแค่ 30 น้ำดื่มขวดกลาง 10 บาท เข้าท่ามากทีเดียวครับ อดชื่นชมผู้บริหารไม่ได้ที่มีการควบคุมราคา ความสะอาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อย     

โทร.ถึงคุณหรับ .....ประเดี๋ยวเดียว ทุกคนก็มารวมตัวกันที่แคนทีน รวมทั้ง ขาส่ง อันประกอบด้วย คุณหริ่ง คุณอ๋อ คุณบอล น้องอ้อมแอ้ม ที่มีขนมลูกอมติดมือมาด้วยหลายขนาน ไม่ใช่แค่รอยยิ้มและน้ำใจเท่านั้นนา จาบอกห้าย....ซาบซึ้งใจปานทหารกล้าอาสาไปฟื้นฟูอิรักปานนั้นเชียวครับ

20.45 น. รถบัสปรับอากาศ วีไอพี 24 ที่นั่ง ก็เคลื่อนออกจากสถานีขนส่ง มุ่งตรงไปจังหวัดหนองคายตามเวลานัดหมาย ท่ามกลางความอาลัยของผู้อยู่ข้างหลังที่ต้องนั่งเฝ้าบอร์ดสัชมพูอย่างเงียบเหงาไปหลายวัน      

สภาพของรถก็ดี ที่นั่งก็ดี การบริการก็ดี จัดอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ครับ แต่บังเอิญช่วงที่กลับจากจังหวัดกระบี่ ได้นั่งรถวีไอพีของ บริษัทเอกชน (ลิกไน้ท์ทัวร์) จึงเห็นความแตกต่างมากเอาการครับว่า ของ บขส. หากมีคู่แข่ง คงลำบากเอาการครับ...        

เพราะของเอกชนนั้น นอกจากจะที่นั่งกระชับกว่า มีเบาะนวดหลังตลอดการเดินทาง สแนคที่แจก และอาหารที่แวะทานกลางทางมากกว่าดีกว่าแล้ว ยังมีบัสโฮสเตสส์ที่ทำหน้าที่มากกว่ามีประสิทธิภาพกว่า ของ บขส. เยอะครับ........แต่ก็ไม่มีคอมเพลนอะไรนะครับ แค่เป็นข้อสังเกตเท่านั้นครับ     

นับแต่วินาทีแรกที่นั่งประจำที่ ผู้นำทริปของเรา ซึ่งขนข้อมูลมาเพียบ ก็ศึกษาทบทวนตลอดราวกับจะเข้าสอบจอหงวนเช้าวันรุ่งขึ้นปานนั้นเชียวครับ.....       .... เพราะฉะนั้น เรื่องแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร เส้นทางเดินทาง ฯลฯ จึงสามารถกดปุ่มถามได้เสมอ และรับประกันความแม่นยำได้ร้อยสองเปอร์เซ็นต์ครับ      

เรามีเพื่อนร่วมทริปอีก 2 ท่านครับ ที่นั่งข้างหลังผมและคุณนายพอดิบพอดี ...ได้รู้จักมักจี่ ตอนเอนพนักที่นั่งลง และเห็นรอยยิ้ม ของทั้งสองที่โยนใส่หน้าจนแทบชา ประสาคนมีมนุษยสัมพันธ์ล้นถัง.......และเหลือเชื่อครับว่า เราทั้ง 4 จะได้ผูกสมัครรักใคร่กันอย่างคนรู้ใจ ในระยะเวลาสั้นๆที่ได้พานพบกันโดยบังเอิญแค่เวลศิริรวมไม่กี่ชั่วโมง บนรถ บนยอดเขา... ในร้านอาหารอินเดีย.. และริมฝั่งน้ำซอง ท่ามกลางความมืดเห็นเพียงแสงดาวระยิบระยับระคนเสียงน้ำไหลเซาะหิน....     

คณอาปู และคุณปึ๊ด เป็นนักเที่ยวอาชีพครับ เดินทางไปไหนมาไหนมาแล้วนับไม่ถ้วน เรียกว่าเอ่ยถึงที่ไหน เป็นได้เห็นรอยยิ้มอายๆ (หรือกระหยิ่มยิ้มเยาะก็ไม่แนใจครับ) ว่า ..ค่ะ ไปมาแล้วค่ะ...ครับ หลายรอบแล้วครับ...ประมาณนั้นเชียว

น่าเสียดายที่แผนการเดินทางของเราจะสวนกัน ......คือทั้งคู่มุ่งตรงไปหลวงพระบางก่อน แล้วค่อยย้อนกลับลงมาเก็บวังเวียง เวียงจันทร์ทีหลัง..... ในขณะที่เราจะไปเรื่อยๆตามเส้นทาง แล้วค่อยกลับตรงรวดเดียวถึงบ้าน.....ก็จึงต้องแยกกันชั่วคราวตั้งแต่รถเข้า บขส.หนองคาย ครับ:    

เรามาถึงหนองคาย 6 โมง 20 พอดิบพอดีครับ (โดยระหว่างทางมีแวะทานอาหารค่ำที่ อ. สีคิ้ว จ.โคราช เป็นข้าวต้มกับ 2 อย่างและชมพู่เพชร 1 ผล) แค่ลงจากรถ กลุ่มสารถีสกายแล็ปก็รุมล้อมอาสาหิ้วกระเป๋าให้เป็นพัลวัน แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็แบกสะพายกันเองมาตั้งกองกันที่หน้าห้องน้ำ ได้โอกาสล้างหน้าแปรงฟันอย่างสะดวก

สำหรับท่านที่มีความประสงค์จะไปเที่ยวลาวเหนือ ขอเรียนว่า ง่ายเหมือนปอกกล้วยเลยครับ ขอเพียงให้ทราบว่าต้องมาหนองคาย และมี อย่างว่า ที่รู้ๆกันเท่านั้นครับ รับรองเส้นทางสะดวกโล่งตลอดครับ    

.......ไม่ได้เอาพาสปอร์ตมาเหรอครับ ไม่เป็นไรครับ
........ไม่ทราบจะไปเที่ยวไหนหรือครับ อย่าห่วงเลยครับ
........อ๋อ เรื่องฟันราคาศีรษะแบะนะหรือครับ ไม่หรอกครับ ทางการเค้าควบคุมอยู่ ราคาค่าบริการทุกอย่างมีบอกไว้ชัดเจนครับ

........เอ้อ...ถามหาคนชื่อ แจ๊ค ได้เลยครับ .....อ้อ...เบอร์ผมเปลี่ยนแล้วนะครับ โทร.หาได้.....โทษครับ ยังไม่ได้ทำนามบัตร และยังไม่ได้แก้ป้ายเลยครับ....ไม่หลอกครับ ไม่หลอก อยู่ที่นี่มานานแล้วครับ      

เอ้า...แจ็คครับ ลงให้แล้วนะครับ อย่าลืมที่พูดกับผมไว้ว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" ต่อหน้าคุณแม่นะครับ

สำหรับ ข้อมูลอัพเดท กรุณาดูรายละเอียด ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ครับ http://www.trekkingthai.com/board/show.php?Category=trekking&forum=2&No=70628

สุภาพบุรุษ สุดประเสริฐ เลิศคุณค่า
เรืองปัญญา งามวาจา น่าคบยิ่ง
เมื่อสัมผัส ความอ่อนน้อม พร้อมใจจริง
ก็ตระหนัก ใยมิตรมิ่ง หญิงตอมตรึม....

สอบถามมาจากคนขับบนรถ วีไอพี แล้วครับว่า การข้ามไปฝั่งลาวนั้น ไปโดยรถบัสที่ บขส.จะสะดวกที่สุด ค่ารถแค่คนละ 30 บาท และใช้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง (รวมเวลาผ่านด่าน 2 ด่านแล้ว) เท่านั้น ก็ถึงเวียงจันทร์ โดยรถเที่ยวแรกจะออกเวลา 7 โมงครึ่งครับ     

อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ...ยังเหลือเวลาเป็นชั่วโมง...เราไปหาอะไรทานกันดีกว่า ตลาดอยู่แค่เห็นนี่เอง     

หมูปิ้งหน้าตาน่าทาน ไม้ละ 5 บาท....ข้าวจี่ (ข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมๆแล้วย่าง) ไม้ละ 5 บาท...น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ อยู่ตรงนี้เอง นั่งกันก่อนเหอะ.....ชา-กาแฟ บริการเองได้ตามสบาย.....อือม์ ว้อท อะ บิวตี้ฟูล เวย์ ทู กรีต เดอะ มอร์นิ่ง ซัน แอนด์ เวลคัม เดอะ นิว เดย์......

เพียงแค่ที่เห็นบนโต๊ะนี้ สีหน้าก็เปื้อนยิ้มไปทั่วแล้วครับ.....    

ท่าเดินกลับไปที่ท่ารถ กระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวยต่างกับตอนลงรถตะกี้ แบบหน้ามือหลังมือเชียวครับ

เท่ไม่เบานะครับ กับป้ายหน้ารถที่เขียนตัวเบ้อเริ่มว่า รถโดยสารระหว่างประเทศ และ International Bus ....แค่เห็นหน้าอกก็ยืดขึ้นมาอีกหลายนิ้ว....จะได้โกอินเตอร์แล้วนา...      

เวลารถออก ก็คลาดเคลื่อนนิดๆประสาไทยๆครับ ทั้งอะลุ้มอะล่วย ประนีประนอม.... คนยังเข้าคิวซื้อตั๋วอยู่ รอหน่อยนะครับ ไม่ต้องเป๊ะๆหรอก     

ไม่มีที่นั่งหรือ เต็มหรือ...เชิญชั้นเดอลุกซ์ท้ายสุดเลยครับ...(เสียงกระเป๋ารถปล่อยมุก)

แค่ 8.15 น. เราก็มาถึงด่านพรมแดนหนองคาย ซึ่งมีผู้คนหนาแน่นเชียวครับ

ตอนนี้ ต้องแข่งกับเวลาหน่อยครับ ในการกรอกแบบฟอร์มทั้งท่อนขาไปและขากลับ เสร็จแล้วก็ต่อคิว ซึ่งจัดไว้ถึง 3 ช่อง ให้นักท่องเที่ยวได้ยื่นเอกสารอย่างไม่เหนื่อยเซ็งนัก      

ส่วนป้ายที่เห็น ...เอามาฝากครับผม...เรียนเชิญอ่านได้ครับ...ถ้าตรงสเป็ค

จากด่านไทย เราไปต่อกันที่ด่านลาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ ตม.ของที่นี่ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่งเสียง "สะบายดี" อย่างมีมิตรไมตรี    

เห็นแล้วใช่ไหมครับครับ นักท่องเที่ยวมากมายเพียงไร    

อ้อ...ห้องน้ำที่นี่ ก็สะอาดดีครับ ...แต่ไม่แน่ใจครับว่า สปป.ลาว นี่มีประวัติความเป็นมาในด้านสัมพันธไมตรีกับประเทศอิสราเอลมาแต่หนไหน ถึงต้องจัดห้องน้ำสำหรับ "ยิว" ไว้เป็นการเฉพาะด้วยครับ

ตรงด่านลาวนี่เองครับ มีหญิงสาวหลายคนทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างเป็นล่ำเป็นสันแบบเดียวกับที่ด่านลาวบาวของเวียตนาม ซึ่งคณะเราก็จัดการแลกเป็นเงินกีบมาหลายล้าน....ครับ...หลายล้าน      

สำหรับท่านที่ไม่อยากยุ่งยาก ไม่พะวงกับเศษเงินที่แตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ก็เชิญตามสบายนะครับ ไม่ต้องคำนวณให้เสียเวลาก็ได้ เพราะที่เมืองลาวนี้ เงินไทย(โดยเฉพาะที่เป็น ธนบัตร ไม่ใช่เหรียญ) ใช้ได้สบายทุกหนแห่งครับ     

เวลาใช้จ่าย ก็ไม่ยุ่งยากอะไรครับ ...เค้าบอกเป็นกีบมาเท่าไหร่ เราก็เอา 4 คูณเข้าไปแล้วตัด 0 ออก 3 ตัวหลังเท่านั้นเป็นพอ ...หรือ อีกวิธีหนึ่งคือ คิดง่ายๆว่า

---บาทละ 250 กีบ
---10 บาท 2500 กีบ
----5000 กีบ คือ 20 บาท
แล้วก็บัญญัติไตรยางค์ต่อไปเรื่อยๆ.... ไม่ต้องกังวลครับ เพราะคนลาวไม่โกงหรอกครับผมว่า...

ออกจากด่านขึ้นรถมา เตรียมเก็บข้าวของสัมภาระ หยิบของที่ระลึกออกมา แล้วขอบคุณ คุณหริ่ง อีกครั้งหนึ่งในใจเบาๆ....ก็ได้จังหวะรถเลี้ยวเข้าท่ารถเวียงจันทร์พอดีครับ

ระหว่างรอการติดต่อว่าจ้างรถตู้อยู่นั่น ผมก็ได้โอกาสรำลึกความหลังครั้งไปเวียตนาม ตรงแผงลอยข้างๆนั่นเองครับ     

ที่เวียตนาม เค้าเรียกว่า บั่นมี่.... แต่ที่นี่เรียกว่า จี่อะไรจำไม่ได้แล้วครับ แต่เป็นอาหารโปรดของผมทีเดียวครับ ....ไปคลองใหญ่ ไปโรงเกลือเที่ยวไหน เป็นไม่พลาดครับ....ที่นี่ ราคาถูกดีด้วยครับ ชิ้นเล็ก 5 บาท ชิ้นใหญ่ 10 บาทเท่านั้นเอง.......แป้งเหนียวหนึบ ถ้าก่อนกัดกร้วมๆ ขยับฟันปลอมให้อยู่กับร่องกับรอยให้แน่นหนา รับรองไม่มีปัญหาครับ     

พวกเรายังรอรถอยู่เลยครับ...โปรดสังเกต กระเป๋าใบใหญ่ข้างๆ ของใครไม่ทราบ สงสัยคุณนายจะเตรียมตัวไปสวีสเซอร์แลนด์นะครับ

อยากเปลี่ยนชื่อ เป็น"ส้มจี๊ด" ให้ถูกใจ
หรือไม่งั้น ก็ "ตี๋ใหญ่" ให้ถูกจิต
เผื่อ น้ำผึ้ง chocolate จะได้คิด
แนบสนิท ชิดเคียงกาย ให้ภิรมย์...

ต่อเลยนะครับ ยังไปไม่ถึงไหนเลย    

นายหน้าที่ไปติดตามรถตู้กลับมารายงานว่า จะขอค่ารถไปวังเวียงวันละเท่าโน้นเท่านี้ ซึ่งเป็นราคาที่น่าจะเป็นรถเบ้นซ์ 6 ประตูมากกว่ารถบุโรทั่งที่เห็น....... คณะเราจึงตัดสินใจไปหาบริการที่แหล่งอื่น โดยการนั่งรถสกายแล็ปไปที่ท่ารถตู้กัน ด้วยสนนราคาคนละ 2500 กีบ หรือ 10 บาท...     

สกายแล็ป 2 คัน เร่งเครื่องพาพวกเราห้อเสียงดังลั่น หูย..หูย...หูย..เหมือนเสียงครางของคนใกล้ขาดใจมาตลอดทาง เล่นเอาใจหายใจคว่ำพอประมาณ.......จนมาถึงถนนฟ้างุ้ม ริมลำน้ำโขง ....แล้วรถก็จอดหน้า เรือนพัก ออคิดเกสท์เฮ้าส์ ซึ่งอีกฟากถนนเป็นต้นไม้ใหญ่สยายกิ่งใบให้ความร่มเย็นเป็นบริเวณกว้าง....      

เข้าไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ แต่ไม่ได้ผลคืบหน้าอย่างไร สารถีสกายแล็ปจึงบอกให้เราไปติดต่อรถบัสข้างหน้า ด้วยว่าจะมีออกไปวังเวียงช่วงบ่าย 2 โมง ค่ารถคนละ 4 ร้อยกว่าบาท.....      

ขณะที่ยังลังเลอยู่นั้น เราก็เห็นชายหนุ่ม แต่งกายเรียบร้อยคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องแถวข้างๆ และเสนอว่า..... เป็นบริษัทท่องเที่ยว มีรถตู้บริการให้ได้....โดยพร้อมจะจัดซิตี้ทัวร์เที่ยวเวียงจันทร์ตามจุดสำคัญ 4-5 แห่ง แล้วขับพาคณะเราไปส่งถึงวังเวียง ในช่วงบ่าย....      

พูดคุยต่อรองราคาได้ครู่หนึ่ง ก็พบว่าเป็นข้อเสนอที่เหมาะสมน่าสนใจ อีกทั้งอัธยาสัยก็ต้องกัน...ชายหนุ่มจึงเชิญพวกเราเข้าไปในออฟฟิซ.......

และที่นี่เองครับ ที่พวกเราได้ประสพกับ ความงดงามของชีวิต เป็นของขวัญชิ้นแรก ที่ประเทศลาวมอบมาให้จรรโลงใจดุจพรประทานจากสรวงสวรรค์....

ปล่าวครับ...ไม่ใช่ลิเก....ปล่าวเว่อร์ด้วยครับ...แม้ทัศนคติและมุมมองชีวิตของคนเราอาจจะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง........แต่ผมเชื่อมั่นครับว่า ใครก็ตาม ถ้าได้ประสพพบกับความงดงามอย่างพวกเราไปเผชิญจังๆในสายวันนั้น ก็คงไม่แคล้วที่จะอิ่มเอม ซาบซึ้ง ตราตรึงใจไปด้วยไม่มากก็น้อยครับ      

เหตุเกิดเมื่อเรามองดูป้ายตัวอักษร ไอ เอ็น เอฟ โอ ที่ติดอยู่บนกำแพง แล้วถาม เต๊อะ ว่า นี่เป็นชื่อบริษัทคุณเหรอ...แต่เต๊อะตอบว่า...ไม่ใช่ครับ ...บริษัทของเราชื่อ "แทนคุณ-แม่" หรือ "มัมเซอร์วีส" ครับ....

อะไรกันนะ   
ว่าไงนะครับ/นะคะ      

.....เรามีพี่น้อง 5 คนครับ พี่ชายคนโต 2 คนไปอยู่ที่สหรัฐฯตั้งแต่ครั้งเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ...เดิมทีเรา 3 คนพี่น้องที่อยู่ที่นี่ ต่างมีภารกิจของแต่ละคนแตกต่างกันไป.....แต่เราเพิ่งตัดสินใจเราร่วมธุรกิจท่องเที่ยวกันที่บ้านเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เพื่อดูแลคุณแม่ซึ่งท่านป่วยเป็นอัมพฤกษ์ไปในขณะเดียวกันด้วยครับ....เราอยาดูแลแม่ อยากให้แม่มีความสุขมากๆครับ.....

ไม่น่าแปลกใจเลยครับว่า เพราะเหตุใด วิธีการเจรจาพาทีของเต๊อะจึงสุภาพนุ่มนวลบ่งบอกถึงการผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดีจากครอบครัวที่อบอุ่นมีคุณธรรม      

ไม่น่าแปลกใจเลยครับ ที่คนหนุ่มไฟแรงที่มองเห็นได้ในดวงตาอย่างเด่นชัด จะซ่อนร่างอยู่ในเครื่องแต่งกายสุภาพ แต่ทุกถ้อยคำนำพาไปสู่การ เมคดีล ชนิด ต้องได้ อย่างอะลุ้มอะล่วย ประนีประนอม แบบพ่อค้าชาวจีนที่ยึดคติว่า กำไรน้อยยังดีกว่าไม่ทำ ไม่กำไรเลย และ ...งานหนักมีรางวัลตอบแทนอยู่บั้นปลายเสมอ........ปราศจากทีท่า ยโส อิโก้สูง อย่างที่เราพบเห็นเนืองๆในกลุ่มคนที่เส้นทางชีวิตปูลาดด้วยพรมนุ่มอ่อน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาน้อยนิดทั้งหลาย....   

ความประทับใจอย่างที่เห็นได้น้อยในสังคมปัจจุบัน ทำให้ผมอดไม่ได้ ที่จะขอให้เต๊อะพาไปพบคุณแม่ ที่นอนพักผ่อนอยู่หลังบ้าน.....เพื่อขออนุญาตทำความรู้จัก เพื่อแสดงความเคารพ เพื่อแสดงความชื่นชมยินดี ที่ช่างสร้างผลผลิตอันน่าภาคภูมิใจอย่างลูกชายทั้งสาม (ที่ได้สัมผัสแม้ในระยะเวลาสั้นๆก็เกิดความรักใคร่นับถือในความกตัญญูกตเวที) ได้ขนาดนี้ และทั้งเต๊อะและคุณแม่ก็ให้เกียรติผมอย่างเต็มที่และจริงใจ       

ภาพขวาล่าง จากซ้ายคือ ชัย... เต๊อะ... และ เลี๊ยก ครับ

ชัย เป็นคนขับรถตู้ ที่จะพาพวกเราไปในที่ต่างๆตามต้องการ ซึ่งในที่สุด ก็ตกลงเช่ากันตลอดทริป 4 วันเต็มๆ

เต๊อะ คือน้องคนเล็ก ที่จบการศึกษามาจากประเทศจีน ที่ใช้เวลาเล่าเรียนถึง 5 ปีเต็ม เก่งทั้งภาษาอังกฤษและจีนชนิดพ่นได้เป็นไฟ หน้าที่หลักคือดูแลงานทั้งหมดในสำนักงาน

ส่วนเลี๊ยก คือผู้ประสานงานคณะทัวร์ต่างๆและเป็นมัคคุเทศก์ตัวหลัก

บริษัทนี้ คือกุญแจที่ให้คำตอบทุกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นซิตี้ทัวร์ ....ตั๋วรถทัวร์ทุกเส้นทาง.... บริการรถตู้... มอไซค์ให้เช่า.... หรือแม้แต่การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเดินทางทุกคำถาม..... ซึ่งทั้ง 3 พี่น้องได้ปวารนาตัวที่จะให้บริการเพื่อนนักท่องเที่ยวจาก เว็บ ทีเคที ของเราอย่างเต็มที่ครับ     

เบอร์โทร.ติดต่อ ก็นี่เลยครับ....
0856 2121 8677
20-5606000
20-5620161

โดยสรุป ก็อย่างที่เรียนแต่ต้นนั่นแหละครับว่า....ขอแค่ให้ผ่านพ้นมาถึงเวียงจันทร์ จับรถมาที่ มัมเซอร์วีส ได้พบกับ ชัย เต๊อะ หรือ เลี๊ยก ...เพียงเท่านั้น กิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองลาว ไม่ว่ามาเดี่ยวหรือเป็นคณะ ก็จะไม่เป็นปัญหาใดๆอีกต่อไปครับ     

มาคิดอีกที ก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกครับ ที่ดวงของผมค่อนข้างจะสมพงศ์กับเมืองลาวไม่น้อยเลย....จำได้ไหมครับว่า ครั้งไปเวียตนาม เราก็ได้พบกับ ท้าวเพียร ผู้แสนดี...มาเที่ยวนี้ ก็เจอ ชัย และน้องๆที่บริการดีอย่างเหลือเชื่อและไม่ด้อยกว่ากันเลยครับ      

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราก็จัดการถ่ายสัมภาระจากรถสกายแล็ปขึ้นหลังคารถ เพื่ออกเดินทางไปชมสถานที่สำคัญต่างๆในตัวเมืองเวียงจันทร์ โดยมี น้องต่าย ลูกสาวของ ชัย ติดรถไปด้วย.....

จุดหมายแห่งแรก คือ พระธาตุหลวงครับ

พระธาตุหลวง เป็นธาตุใหญ่ และสวยงานที่สุดใน สปป.ลาว สร้างขึ้นโดยช่างโบราณลาวที่มีฝีไม้ลายมือดีเป็นพิเศษ มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมสูง และยังเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมศิลป์ของลาวล้านช้าง ในสมัยเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย ซึ่งไม่มีพระธาตุองค์ใดใน สปป.ลาวที่จะเสมอเหมือนได้

พระธาตุหลวงองค์นี้สูง 45 เมตร ความกว้างจากทิศตะวันตกถึงทิศตะวันออก49 เมตร และมีพระธาตุน้อยบารมี 30 องค์ล้อมรอบเป็นบริเวณ

พระธาตุหลวง สมัยอดีตก็เหมือนปัจจุบัน คือเป็นศูนย์กลางศิลปะวัฒนธรรมที่ใหญ่สุดของ สปป.ลาว สามารถดึงดูดเอาความรักความสามัคคีของลาว และชาวต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากวันเพ็ญเดือน12 ของลาวทางจันทรคติ(ระหว่างเดือนพฤศจิกายน) ของแต่ละปี บรรดาพระสงฆ์สามเณร องค์การจัดตั้งมหาชน และประชาชนจำนวนมากทั้งภายในกำแพงนครเวียงจันทน์ และแขวงต่างๆ ได้พากันหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำบุญนมัสการ พระธาตุหลวงประจำปี ร่วมกันด้วยจิตเลื่อมใสศรัทธาของแต่ละคน

พระธาตุหลวง ได้ก่อสร้างขึ้นในสองระยะ คือ เมื่อปี ค.ศ. 1929-1930 ท่านโฟมแบก นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสได้ทดลองขุดค้นดู เพื่อให้ทราบว่ามีอะไรบ้างอยู่ใจกลางพระธาตุหลวงในนั้น ท่านได้พบเห็นพระธาตุน้อย (ปิรามิด) อยู่ใจกลางพระธาตุหลวง และพบฐานบันไดลงไปหาธาตุน้อยนั้นทั้งสี่ด้าน

จากข้อมูลทางโบราณวิทยาหรือวัตถุุโบราณที่พบเห็นอยู่ในพระธาตุหลวงและบริเวณรอบๆ พระธาตุหลวงจากตำนาน
โบราณและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของภาคพื้นนี้นั้น จึงสันนิษฐานได้ว่า พระธาตุหลวง สมัยแรกเริ่มนั้น อาจสร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 6 ถึงศตวรรษที่ 7 สมัย"อาณาจักรเจนละ" และไม่อาจเก่าแก่ไปกว่านี้ได้

ภายหลัง พระเจ้าไชยะเชษฐาธิราช ได้สร้างเมืองเวียงจันทน์เป็นนครหลวงแล้ว 6 ปี คือปี ค.ศ. 1566 ท่านได้นำพาประชาชนก่อสร้างพระธาตุหลวงขึ้นที่ชานเมืองเวียงจันทน์ทางทิศตะวันออก

ตามศิลาจารึกของพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชเขียนไว้ว่า พระองค์ได้ก่อสร้างพระธาตุหลวง ครอบพระธาตุน้อยองค์หนึ่งที่มีมาแต่ก่อนแล้ว พระธาตุนี้ให้ชื่อว่า"เจดีย์โลกะจุฬามณี" แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า"พระธาตุหลวง" เป็นธาตุใหญ่ที่มีศิลปะแบบลาวแท้ๆ

ภาพซ้ายบน เป็นภาพวาดที่สดสวย สูงค่า ประมาณราคางานศิลป์มิได้ ที่มีอยู่รายรอบให้ชื่นชมอย่างเต็มตา...... น่าเสียดายที่เวลามีไม่มากนัก และการ์ดเมมรี่ไม่ใหญ่พอ...ไม่งั้นจะตามเก็นทุกภาพอย่างที่ทำเป็นประจำทุกแห่งที่เขาอนุญาตเลยครับ     

ขวาบน เป็นคณะนักท่องเที่ยว หรือน่าจะเรียกให้ถูกว่า ผู้แสวงบุญ จากเมืองไทย มาเดินเวียนเทียนกันตามประเพณีของ ทัวร์ธรรมสัญจร ครับ     

ภาพขวาล่าง เป็นบทสวดมนต์ภาษาลาว ที่ดูดีกว่าที่เห็นตามพุทธสถานต่างๆในบ้านเราแยะครับ

คณะเราชื่นชมความวิจิตรตระการตา รอบบริเวณพระธาตุหลวงอย่างเต็มที่ เสียงกดชัตเตอร์ดังลั่นกระทบโสตประสาทตลอดเวลา      

หลังจากถ่ายภาพหมู่ (เฉพาะสาวๆและหนึ่งป้า) แล้ว ก็เดินออกมาข้างนอก ที่ยังมีสถาปัตยกรรมงามงดให้จรดกล้องลองฝีมืออีกมากมายครับ   

ท่านผู้ใดทราบว่า สถานที่ อาคาร อนุสาวรีย์ แต่ละแห่งมีชื่อว่าอะไร ตำนานความเป็นมาอย่างไร กรุณาอนุเคราะห์ด้วยนะครับ....แบบว่า ผมมัวแต่พูดคุยทักทายกับนักท่องเที่ยวอื่นๆจนเพลินลืมสอบถามมาอ่ะครับ..

จากพระธาตุหลวง เราเดินทางกันต่อมาที่ ประตูชัย ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญอีกแห่งหนึ่งของนครเวียงจันทน์ครับ    

สองภาพล่าง ถ่ายมาจากการยืนหันหลังให้ประตูชัยครับ เป็นอาคารอะไร และตรงกลางสนามหญ้านั้นคืออะไร ต้องขออภัยอีกครั้งครับ เพราะไม่ได้ถามมาอีกแย้ว....ถ้ายังไงจะอิเมล์ไปวานคุณชัย ให้ช่วยหาข้อมูลมาให้ทีหลังนะครับ

อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ    ขอประทานโทษครับ ที่พาชมโบราณสถานเสียหลายกรอบ...ทราบครับ...พอเดาใจได้ครับ ว่ารออะไรอยู่.....ได้เลยครับ ของโปรดมาแล้วครับ....(ฮิฮิ ใกล้เที่ยงแล้วนี่..)

ผ่านไปแค่ไม่ถึงชั่วโมงดี คณะเราก็รบเร้าให้ชัยช่วยพาไปแหล่งที่น่าสนใจกว่านี้หน่อย....ซึ่งชัย (หลังจากนำลูกสาวไปส่งบ้านแล้ว) ก็ดีใจหาย รู้ใจไปหมด ห้อรถมาที่ถนน สามแสนไทย อย่างฉับพลัน

แค่จอดรถหน้า ธนาคารส่งเสริมกสิกรรมของลาว มองไปฟากตรงข้าม ก็เห็นแล้วครับ ร้านดัง ร้านเก่าแก่ ของเมืองนี้ ที่ชัยบอกว่า..... อย่าให้ถึงเที่ยงเชียว เป็นได้เล่นเก้าอี้ดนตรีกันมันส์ระเบิดแน่....ซึ่งก็จริงตามนั้นเปี๊ยบเลยครัย เพราะเมื่อเราทานเสร็จก่อนเที่ยงเล็กน้อย ก็เห็นขบวนผู้คนไม่ทราบมาจากไหน ทะยอยจับจองที่นั่งกันจ้าละหวั่นเลยครับ

ข้าวแกงฝีมือกุ๊กจีนในลาวเจ้านี้ ราคาจานละ 40 บาท (ราดกับ 2 อย่าง) ซึ่งตอนแรกผมดก็ชักแหม่งๆว่าถูกฟันเข้าให้เสียแล้วซี....แต่คุณป้าคนขายก็ยืนยันว่า ราคาเท่ากับที่ขายคนพื้นเมือง พร้อมสาธยายประกอบว่า....เครื่องปรุงแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกะปิ น้ำปลา ซีอิ้ว และผักส่วนใหญ่ ต้องซื้อมาจากฝั่งไทยทั้งนั้น ผลิตผลของลาวเองใช้ไม่ได้หรอก........และเมื่อได้รับคำยืนยันจากชัยอีกครั้ง พร้อมเห็นลูกค้ารายอื่นชำระเงิน ก็ค่อยถึงบางอ้อว่า เป็นราคาปรกติจริงๆครับ       

ก๋วยเตี๋ยวก็เช่นกันครับ ราคาชามละ 40 บาท แต่ที่ประทับใจ ก็คือมีผักให้เป็นเครื่องเคียงเพียบเลยครับ

ร้านนี้ มี 2 ชื่อครับ....ชื่อเดิมที่รู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ คือ ดำลู ครับ....ส่วนชื่อตามที่เห็นบนป้าย อ่านว่า รับหลีขายเฝอ ครับผม   

ข้างราดจานซ้ายบนของผมนั้น รสชาติกลมกล่อมมากทีเดียวครับ....ไม่จัดเหมือนบ้านเรา แต่ก็ไม่ถึงกับจืดชืดเสียทีเดียว.....ทานเสร็จ ผมเดินไปบอกคุณป้าคนขายว่า.....ต้องขอโทษด้วยครับ ที่ตอนแรกบ่นว่า แพงไปหน่อย เพราะตอนนั้นยังไม่ได้ทาน....แต่หลังจากทานแล้ว ยอมรับว่า บ่แพงจั๊กนิดเดียว อยากจะให้คิดจานละ 50 บาทด้วยซ้ำ ได้บ่....เล่นเอาคุณป้ายิ้มรับอย่างลิงโลดว่า...ได้ ได้ ได้....ฮึฮึฮึ...ฝันไปเถอะ

เห็นใบไม้ สีเขียวอ่อน สะท้อนจิต
อยากเผยโฉม คะนึงนิจ ให้คิดหนัก
เกรงภมร ว่อนบินสุม ชุมนุมภักดิ์
แล้วทิ้งเรา ให้อกหัก ไข้รักรุม...

ทานอาหารเที่ยงที่แสนจะประทับใจเสร็จ มองดูนาฬิกา คุณชัยบอกว่า....... ไปเที่ยววัดอื่นคงไม่ทัน เพราะเค้าปิดเที่ยงเปิดบ่าย....จะดีไหม ถ้าเราเข้าเวียงวังเลย จะได้ถึงไม่ค่ำนัก ขากลับค่อยตามเก็บที่เวียงจันทน์อีกรอบละกัน....   

เห็นด้วยครับ เห็นด้วยค่ะ     
(ก็อิ่มแล้วนิ ไม่สนไม่แสนอะไรทั้งน้าน ให้ได้นอนเอาแรงเป็นพอ ประสาหนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน)

เส้นทางจากนครเวียงจันทน์ ไป วังเวียง ระยะ 130 กม. มีรายการอ้อมเขาขึ้นเขาด้วย คะเนว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนิดหน่อย....เอาเลยครับ ไปกัน       

ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางมาได้ไม่ไกล พอรถข้ามสะพานเหล็ก มองเห็นสายน้ำข้างล่าง พวกเราก็ขอให้ชัยจอดแวะข้างทางด่วน   

สะพานเชื่อมหมู่บ้าน น้ำลิก แห่งนี้ เป็นจุดชมวิวที่ต้องยกนิ้วให้ครับว่า สวยงามราวภาพวาด.... ช่วงที่น้ำไหลเอื่อยก็ดูเยือกเย็นผ่อนคลาย.... ช่วงที่น้ำไหลแรงก็กระเซ็นกระสายให้เด็กๆสนุกสนานร่าเริงใจเต็มที่....ภาพสะพานที่มองจากข้างล่างขึ้นไป คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนโปสการ์ดที่ไหนสักแห่ง......พวกเราไม่รอช้า กระโดดลงจากรถ กดแช๊ะๆๆๆๆๆเป็นพัลวัน

มุมสะพานอีกด้านหนึ่งนั้น เป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่มีบริการเรือนพักสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมความเงียบสงบและธรรมชาติสวยงามในสเกลย่อมๆโดยเฉพาะ มีนักท่องเที่ยวหลายคนรวมทั้งที่เป็นชาวต่างชาตินั่งดื่มน้ำอยู่แถวนั้นด้วยครับ....       

สุภาพบุรุษชาวฮอลลแลนด์รายนี้ ประเมินแล้วน่าจะ 5 อัพ ขี่จักรยานมาจากหลวงพระบางเชียวครับ....โห...ทำได้ไง...แฟ้มบุคคลขอปรบมือให้พร้อมคารวะงามๆ 3 หนครับ     

เราถ่ายภาพเดินชมไปเรื่อยตามจุดต่างๆที่ดูเหมือนจะดึงดูดใจไปเสียหมด จนเกือบจะครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ค่อยกลับขึ้นรถเดินทางต่อด้วยความเสียดาย....

มองนาฬิกา เช้าแล้วหนา อย่าหลับใหล
ขัดฉวี พรรณพิไล ให้สดสวย
ตื่นเถิดเพื่อน อย่านอนสาย หายงงงวย
คุณพระช่วย ฮ่วย...เพิ่งถึง ตีหนึ่งเอง.....
     

อุ๊บ....ขอโทษครับ โหน่ง...มันเผลอไป....
   
เอาใหม่ครับ.... เอาใหม่ 

แค่รอยยิ้ม ที่พริ้มเพรา ก็เมาแล้ว
เห็นจรรยา ของน้องแก้ว ยิ่งซึมหนัก
ได้เสวนา พาทีหน่อย พลอยชะงัก
เธอใจร้าย ใช้ศรรัก มาปักทรวง....

ภาพที่เห็นเป็นบรรยากาศที่เก็บตกมาจากรมสะพานน้ำลิกครับ

เชิญต่อตอน 2. ที่นี่เลยนะครับ

ทริปสตอรี่ หลวงพระบาง วังเวียง ตอน2.

สำหรับท่านที่ชื่นชอบ กระทู้แบบ พูดคุยกันกับผู้อ่าน มีรายการสนทนาโต้ตอบกัน เรียนชมชม กระทู้ ฉบับ ออริจินัล ได้ที่นี่เลยครับ

http://www.trekkingthai.com/cgi-bin/webboard/generate.pl?board=backpacker&content=6278





 
หน้าหลักบทความ (Article)>>    กลับหมวดลาว Lao>>


view(77198)