หน้าแรก Home Guest Book ทักทายเรา คู่มือเที่ยวเอง อย่างง่ายๆ เว็บบอร์ด Webboard เที่ยวไทย Local Trips เที่ยวเทศ Oversea Trips ท่องทะเล Sea Trips เรื่องน่ารู้ Knowledge คนบ้าหนัง คลิป วิดีโอ ถาม-ตอบ FAQ
ศูนย์รวมตั๋วโปรโมชั่น


บทความ (Article)

มาเป็นนักโพสต์กันเถอะครับ -- เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการโพสต์ให้สนุก

สวัสดีครับ

ผมไม่มีความรู้เรื่อง คอมพิวเตอร์ หรอกนะครับ เพียงแต่เล่นเว็บบอร์ดมาหลายปีแล้ว เจอปัญหาในการโพสต์บ่อย ก็แก้ปัญหาไปตามแกน........ แก้ไม่ได้ก็แล้วไป แต่บางครั้งโชคดีก็ได้วิธีแก้มาโดยบังเอิญบ้าง แล้วก็ครูพักลักจำมาบ้างครับ....

... ก็ขออนุญาตแบ่งปัน สำหรับท่านที่เคยหงุดหงิด อารมณ์เสีย และเซ็ง เหมือนผมมาก่อนนะครับ

1. โพสต์เกือบตาย พอคลิกส่ง ปรากฎว่า หายหมด

เคยไหมครับ นั่งคีย์ตามจินตนาการเสียเจ๋งเป้ง ถ้อยพรรณนาหวานแหววยิ่งกว่ากวีซีไร้ท์เสียอีก....แต่พอ คลิก ส่งข้อความ ไปเท่านั้น ....แป่วว....เจอภาพในรูปนี้แทน....

ช้าก่อน อย่าด่วนกระดุกกระดิก ทำอะไรกับมันเชียวนะครับ ไม่งั้นจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง ไม่รู้ด้วย

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ เน็ตหลุด ครับ.....คือ ออนไลน์ไม่ได้ แล้วครับ.... ต้อง ต่อใหม่ ครับ

ก็ต่อใหม่สิครับ...ย้ำ....ต่อใหม่ โดยอย่าเพิ่งไป ทำอะไรกับหน้าที่เป็นปัญหา นะครับ

จนกระทั่งต่อใหม่ได้แล้ว มีตัวโลโก้ว่าออนไลน์ขึ้นที่มุมขวาล่างแล้ว....ค่อยคลิก OK แล้วก็เลื่อนเม้าส์ไปคลิกที่ Back ข้างบนซ้ายครับ.....แล้วหน้าที่เราโพสต์ไว้ ก็จะกลับคืนสภาพเดิมครับ...(.แต่ถ้าแปะรูปไว้.. ต้องคลิกส่งรูปใหม่อีกทีที่ Browse นะครับ)

.

ทางที่ดี ต่อไป เวลาเขียนอะไรยาวๆ...ก็ก้อปไปแปะที่เวิร์ดไว้ก่อน อีกทาง ดีกว่าครับ....กันไว้ดีกว่าแก้...
(วิธีนี้ เหมาะสำหรับ พวกที่ชอบโพสต์ข้อความยาวๆเท่านั้นครับ...เอ...เช่น ...ใครน้า.....)



2. ก้อปลิงค์มา บางทีมันยาวมากๆเลย ทำไงดี

อันที่จริง จะยาวหรือสั้น มันก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นนะครับ....แต่... ช้าก่อน....

เป็นสิครับ...เป็นเรื่องให้หงุดหงิด รำคาญ เชียวครับ...... เพราะ...ถ้ายาวนิดหน่อย ยังอยู่ในขอบเขต
(ดังตัวอย่างในรูป) ก็พอทำเนาครับ คือเห็นเพียงว่า.......เอ๊ะ... ทำไมความเห็นนี้ จอกว้างกว่า
ความเห็นอื่นหว่า....

แต่ถ้ายาวมากๆละก็....ทั้งเรา ทั้งคนอ่านกระทู้ จะเซ็งระเบิดครับ เพราะ ต้องคอย เลื่อนสไลด์หน้า
จอ จากซ้ายไปขวา จากขวามาซ้าย ทุกบันทัดข้อความที่อ่าน เลยครับ

วิธีแก้ก็ไม่ยากครับ เช่น...... ลิงค์ที่ก้อปมาเพื่อแปะ คือ อันนี้

http://www.trekkingthai.com/board/show.php?Category=trekking&forum=2&No=42252&picfolder=trekking&PHPSESSID=653a1058e4ebf3c86e5b9b4fb4658a12#top

ก็ขอให้แปะไปก่อนครับ...แปะแล้วก็จัดการลบ คำที่อยู่หลัง trekking& และ ก่อน #top ในบันทัดที่สอง
ทิ้งเสีย ......ซึ่งในกรณีนี้ คือคำว่า PHPSESSID=653a1058e4ebf3c86e5b9b4fb4658a12 ครับ
...จนกระทั่งเหลือแค่นี้.....

http://www.trekkingthai.com/board/show.php?Category=trekking&forum=2&No=42252&picfolder=trekking&#top

เท่านี้ก็สิ้นเรื่องครับ....ลองคลิกไปดูสิครับ ทั้งสองลิงค์ จะนำไปชมกระทู้ รูปสวยโฆษๆ ของ คุณแก้ว
ได้เหมือนกันครับ

.

กรณีอย่างนี้ เกิดขึ้นได้กับการโพสต์รูปที่มีความกว้างกว่า 600 พิกเซล ด้วยครับ....ยิ่งเป็นแบบ แพนนอราม่า
ด้วยแล้ว เลื่อนสไลด์กันมันส์ระเบิดเลยครับ.........ปัญหาแบบนี้ ไม่มีทางแก้ครับ...เพราะ..
ได้อย่างเสียอย่าง....อยากได้เห็นรูปสวยมากๆๆๆแบบ แพนนาวิชั่น หรือ ซีเนมาสโคป
ก็ดูข้อความลำบากหน่อย .......อยากดูข้อความสบายๆ ก็ได้รูปที่แค่ สวยพอดีๆมีเสน่ห์เท่น่ารัก
(เหมือนของผมไง) ครับ.....


.

3. จะทำรูป 4 รูป ลงในกรอบเดียว ด้วย โฟโต้ช้อป ได้อย่างไร

สำหรับ คนที่ชอบถ่ายรูป ทริปละเป็นพันๆรูป (เหมือนใครน้า?...) เพราะ เจอเป็นกด เจอเป็นกด ให้คุ้มค่ากล้อง ละก็ เวลาโพสต์ค่อนข้างมีปัญหานิดหน่อยครับ..... เนื่องจากอยากลงรายละเอียดเต็มที่.... รูปนี้ก็ต้องลง รูปนั้นก็ขาดไม่ได้ ไม่งั้นคนไม่เห็นภาพ...... (ทั้งๆที่ฝีมือสุดเห่ย โพสต์ไปใครๆก็ถามหายี่ห้อกล้อง เพื่อจำไว้ไม่ขอซื้อเด็ดขาด)......... แต่ขืนลงหมด ก็มวนท้องครับ เพราะกระทู้คงยาวเป็นร้อยตอนแน่...... คนโพสต์กับคนอ่าน ต้องวัดดวงกันครับว่า ใครจะจอดก่อนกัน?...

วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือ ลงกรอบละหลายๆรูป ไงละครับ...เช่น กรอบละ 4 รูปอย่างเนี้ย ก็ประหยัดพื้นที่ได้ 3 ใน 4 แล้วครับ

แล้วจะทำอย่างไรล่ะ?.....ใช้โฟโต้ช้อปใช่ไหม?...ทำยากไหม?.....

ทำอย่างที่จะบอกต่อไปนี้ครับ....ใช่ครับ โฟโต้ช้อป....ไม่ยากครับ ถ้าทำบ่อยๆ....แต่ต้องเริ่มต้นด้วยการหัดทำ Action กันก่อนนะครับ


วิธีทำ Action ที่ผมลอกมาแปะต่อไปนี้ ผมได้มาจาก www.2how.com เค้าครับ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี่อีกครั้งหนึ่งครับ.

สอนให้ขี้เกียจชอบมั๊ยๆ (ทำ Action)
       
เรื่องขี้เกียจเป็นเรื่องธรรมชาติครับ ไม่ต้องไปหาหมอให้ฝังเข็ม บนบานศาลกล่าว หรือเข้าโรงพยาบาลไหน ไม่หายหรอกครับ ผมลองมาแล้ว พลังอยู่คู่กับอัศวินเจไดฉันใด ความขี้เกียจก็จะคงอยู่คู่กับเราฉันนั้น เมื่อไม่สามารถสลัดมันออกไปจากชีวิตได้ เราก็ต้องหาทางที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างมีความสุขแทน วันนี้ผมจะมาชี้ทางหนึ่งในจำนวนร้อยล้านกว่าทางที่จะช่วยได้

เวลาทำงานด้วย PhotoShop แล้วต้องทำอะไรซ้ำๆ เบื่อมั๊ยครับ เช่น ต้องย่อรูปให้มีขนาดเท่าๆกันเพื่อเอามาโพสต์ลงในเวบ 2how.com ทุกวันๆ (โฆษณาแฝง) ต้องกดเมนู Image size ใส่ค่าของขนาดลงไปให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ

ทำรูปสองรูปไม่เป็นไร แต่ถ้าต้องทำบ่อยๆทำทุกวัน มันน่ารำคาญ ดูอย่างแม่ค้าส้มตำเค้ายังไม่เอาสากตำลงไปตรงๆตลอด line การผลิตการตำส้มตำเลย เค้าต้องมีตะแคงครก ควงสาก เพื่อไม่ให้คนตำและลูกค้าเบื่อหน่ายขณะรอ

เมื่อการทำอะไรซ้ำๆเป็นเรื่องน่าเบื่อ ฝรั่งผู้ผลิตก็เลยกลัวว่าคนไทยจะเลิกซื้อซีดีผีของ PhotoShop มาใช้ซะก่อน จึงได้ทำส่วนของ Action ขึ้นมาช่วยให้คนไทยได้ทำอะไรซ้ำๆอย่างสะดวกสบาย และง่ายขึ้น

Action มันมีแนวคิดง่ายๆก็คือ อะไรที่ต้องทำซ้ำๆก็บันทึกการทำงานมันเอาไว้ แล้วเอามาเล่นซ้ำเหมือนเล่น CD เพลง

กลับมาที่ Action ต่อ สอนทำด้วยตัวอย่างไปเลยเนอะ จะได้เข้าใจมากขึ้น เอาตัวอย่างง่ายๆก่อน

ตัวอย่างที่ 1 การทำ Action ย่อขนาดภาพ

1.เปิดไฟล์ภาพที่ต้องการย่อขึ้นมาก่อน 
 
2.ดูซิว่ามีหน้าต่างของ Action อยู่บนหน้าจอของเรารึยัง หน้าตามันจะเป็นอย่างรูปข้างล่างนี้นะ แต่ข้างในอาจมีของอยู่ข้างในไม่เหมือนผม ไม่ต้องกังวลนะครับ ขออย่ามีแมลงสาบในนั้นเป็นใช้ได้ (ถ้ามีก็เอาไบกอนมาฉีดไปที่จอ เดี๋ยวมันจะกลับไปตายที่รังเอง)

ถ้าดูแล้วบนหน้าจอไม่มีหน้าต่างนี้แน่ๆ ให้เลือกเมนู Window แล้วเลือกเมนูย่อย Action หน้าต่างที่บอกมันจะออกมาเสนอหน้าตามที่ต้องการ
 
 

3.เพื่อไม่ให้ Action ที่สร้างใหม่ของเราไปปะปน กับ Action ต่างๆที่มันมีอยู่แล้วใน PhotoShop หรือที่คนอื่นสร้างไว้ เราต้องสร้าง Set ไว้เก็บ Action ของเราเอาไว้ เวลามองหาจะได้ง่ายและเป็นหมวดหมู่ วิธีสร้างก็ง่ายๆกดรูป Folder ข้างล่างหน้าต่าง Action ที่ผมวงกลมสีฟ้าเอาไว้นั่นแหละ

พอกดปุ๊ปมันจะมีหน้าต่างเล็กๆขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อ Set ที่เราต้องการลงไป ของผมใส่ paradon เพราะเห็นว่ามันเป็น Set ภราดรมาเห็นคงชอบ ตั้งชื่อได้ตามที่ท่านปรารถนาแล้วก็กด OK เพื่อสร้างซะที 

 

4.ตอนนี้หน้าต่าง Action ของเราจะมี Set ชื่อว่า paradon งอกขึ้นมาใหม่ 1 Set แต่เซตนี้มันยังว่างๆอยู่ไม่มี Action อะไรอยู่ในนั้น ไม่ต้องตกใจวิ่งไปหาซื้อที่ไหน กดปุ่มสร้าง Action ใหม่ที่ผมวงกลมเอาไว้

หน้าต่างกำหนดค่าของ Action จะเด้งขึ้นมา

ช่องแรก Action Name : เอาไว้ใส่ชื่อ Action ที่เราต้องการลงไป ผมใส่ชื่อว่า Scale down จะได้จำง่ายๆว่าใช้ย่อรูป ใครอยากใส่ชื่อแม่ยายก็ไม่ว่านะ แต่จะจำยากหน่อย เพราะแม่ยายไม่เกี่ยวอะไรกับการย่อรูป

ช่องที่สอง Set : เลือก set ที่เราต้องการเก็บ Action นี้เอาไว้ข้างใน ผมเลือก paradon เพราะต้องการเก็บ Action ที่สร้างใหม่ไว้ใน Set นี้

ช่องที่สาม Function Key : ตรงนี้นี่แหละตัวขี้เกียจโดยแท้ เพราะเราจะใส่ชื่อปุ่มที่เราต้องการจะกด เวลาเรียกใช้ Action ตัวนี้ กดปุ๊ป Action ที่บันทึกไว้มันจะถูกเรียกขึ้นมาใช้ทันที

ตรงนี้ PhotoShop มันจะมีค่าให้เราเลือกอยู่แล้ว ตั้งแต่ F2 ถึง F12 ถ้าอยากกดปุ่ม Shift หรือ Ctrl ด้วยก็ Check เครื่องหมายถูกลงไป เวลาใช้ก็ต้องกดปุ่มควบกัน แต่ถ้า Action มีไม่มาก ไม่ต้อง Check หรอก เพราะมันไม่สะดวกยุ่งยากเปล่าๆ เอาแค่ปุ่มฟังก์ชั่นก็พอแล้ว

ตอนนี้ผมเลือก F2 ก่อนแล้วกัน

ช่องที่ 4 Color จะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ครับ อธิบายแล้วยาว ไปหากันเอาเองแล้วกันว่ามันคืออะไร ส่วนผมไม่เคยใช้เลย

กดปุ่ม Record เพื่อทำการบันทึกสิ่งที่เรากำลังจะเริ่มทำ 

5.ตอนนี้ Action : Scale down กำลังบันทึกขั้นตอนการทำงานของเราแล้วนะครับ สังเกตได้จากปุ่ม record ตรงลูกศรชี้เป็นสีแดง

ให้เลือกเมนู Image->Image Size แล้วก็ใส่ค่าความกว้าง ความยาว ที่ต้องการลงไป ของผม ใส่ 600 เพราะต้องการย่อให้ภาพมีขนาดเล็กลงตามนั้น

6.เมื่อย่อได้ตามที่ต้องการแล้ว ถ้าอยากทำอย่างอื่นต่อก็ทำไปเรื่อยๆ Action ของเรามันก็จะบันทึกไปเรื่อยๆตามเรื่องตามราว แต่พอจะหยุดไม่อยากบันทึกแล้วก็ให้กดปุ่มหยุดตามที่ลูกศรชี้  Action ก็จะไม่บันทึกต่อ

หมดแล้วครับขั้นตอนการบันทึก Action ถ้าเราหยุดบันทึกแล้ว ต้องการบันทึกขั้นตอนอื่นแทรกเข้าไปในภายหลังใน Action เดิม ก็ไปเลือกแถบขั้นตอนสุดท้ายที่เราจะแทรกลงไป จากนั้นกดปุ่ม record แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จะหยุดก็กดปุ่มหยุด หลักการคล้ายๆบันทึกเทปนั่นแหละ ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยครับ

7.เวลาจะเรียก Action ขึ้นมาทำงานก็ง่ายๆทำได้ 2 วิธี คือเลือกแถบ Action ที่เราต้องการทำงานด้วย แล้วก็กดปุ่ม play ตามที่ลูกศรชี้

หรืออีกวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่า ก็แค่กดปุ่ม F2 บนคีบอร์ด (เพราะเราเลือก F2 ให้สั่ง Acton ที่ชื่อ Scale down ทำงาน)

ต่อไปจะย่อรูปก็ง่ายๆไม่ต้องเลือกเมนู ใส่ค่าให้วุ่นวายอีกต่อไป

Action มันบันทึกการทำงานได้แทบจะทุกอย่างเลยนะครับ ไม่ใช่ย่อรูปเหมือนตัวอย่างได้เพียงอย่างเดียว อยากให้มันทำอะไร ก็สร้างแล้วกดปุ่มบันทึก จากนั้นท่านจะทำอะไรก็ทำไป อยากเลิกเมื่อไหร่ก็กดปุ่ม หยุด พอจะใช้ก็เรียกใช้งานตามที่บอกไว้ ข้างต้น

ลองทำดูเลยครับ ใครขี้เกียจมากก็สร้าง Action เก็บไว้เยอะๆ เวลาทำงานจะได้ง่าย และเร็ว ใครอึดใครขยัน จะทำวิธีเดิมก็ไม่ว่ากันครับ

เอาละครับ.....เรียนรู้เรื่องการทำ Action เรียบร้อยแล้ว สรุปว่า ทำเป็นนะครับ ...หมายความว่า เปิดไฟล์รูปออกมาเมื่อไหร่ กดปุ่ม F2 ปุ๊บ ขนาดของภาพจะเป็นไปตามที่เราต้องการทุกภาพเลยนะครับ .......ตกลงตามนี้นะครับ

ที่นี่ ต้องขอนุญาตทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะครับว่า ปุ่ม F2 ของผม ตั้งขนาด คนละขนาด กับที่ 2how เค้าสอนไว้ข้างบนครับ........ เพราะผมเห็นว่า ความกว้างขนาด 600 พิกเซลนั้น กว้างไปครับ ผมจึงตั้งขนาดไว้แค่ กว้าง 550 พิกเซล ซึ่งความสูงก็จะลดลงตามไปด้วยเป็นเหลือแค่ สูง 413 พิกเซล ครับ

เพราะฉะนั้น ผมกดปุ่ม F2 เมื่อไหร่ ภาพจะเป็น กว้าง 550 สูง 413 โดยอัตโนมัติ เพราะเจ้า Action นี่แหละครับ

ทีนี้ เมื่อผมต้องการวางภาพ 4 ภาพในกรอบหนึ่ง..... ผมก็ต้องมีกรอบเปล่าขนาดพอดี 4 ภาพก่อน สำหรับวางภาพทั้ง 4  ใช่ไหมครับ .........ซึ่งหมายความว่า บน 2 ภาพ ล่าง 2 ภาพ .....ความกว้างก็ต้องเป็น 1100 พิเซล ความสูงต้องเป็น 826 พิกเซล ถูกต้องไหมครับ

ผมก็ไปที่ New แล้วคลิก เพื่อเปิดไฟล์มาขึ้นมา 1 ไฟล์ เป็นไฟล์พื้นขาวเปล่าๆครับ

ทีนี้ก่อนจะใส่ขนาดลงไป ผมก็คิดได้ว่า ถ้าเซ็ท ขนาด กว้าง 1100 สูง 826 ละก็ ภาพทั้ง 4 ก็จะลงตัวพอดิบพอดีเกินไป ในขณะที่ใจผม อยากให้มีเส้นแบ่งภาพนิดหน่อย จะสวยกว่า..... เพราะฉะนั้น ผมจึงเพิ่มขนาดอีกอย่างละ 2 พิกเซล คือ กว้าง 1102 พิดเซล และ สูง 828 พิกเซล ครับ

เมื่อได้ขนาดกรอบตามต้องการแล้ว ผมก็จัดการ Save As กรอบนี้ไว้ โดยตั้งชื่อว่า Frame ครับ

เอาละครับ.....ผมมีเครื่องมือ 2 อย่างแล้ว...คือ ปุ่ม F2 และ ไฟล์พื้นขาวชื่อ Frame ครับ.....พร้อมเริ่มงานได้เลยครับ......

ผมเปิดไฟล์ภาพออกมา 4 ภาพตามที่ต้องการ....

ทุกภาพออกมาปุ๊บ ผมก็กดปุ่ม F2 ปั้บ..... แต่ละภาพก็จะมีขนาดของภาพ กว้าง 550 สูง 413 ทันที ทั้ง 4 ภาพ....ถูกต้องนะครับ

จากนั้น ก็ เปิดไฟล์ชื่อ Frame ที่ทำไว้ เป็นกรอบพื้นขาวๆ ออกมาครับ

เอาเม้าส์ ไปคลิก ปุ่ม Move Tool (ตรงลูกศรชี้) ที่กลุ่มเครื่องมือทั้งหลายทางซ้ายมือก่อนครับ

จากนั้น ก็เอาเม้าส์ไปทาบที่รูปใดรูปหนึ่ง ..ทีละรูป.... ทาบแล้วก็ กดปุ่มซ้ายของเม้าส์ค้างไว้ แล้ว...ค่อยๆลากรูปนั้นๆ....มาวางในกรอบพื้นขาว..... ณ จุดที่เราต้องการ.... แล้วก็ปล่อย ครับ

ได้รูปที่ 1 แล้ว ก็ลากรูปที่ 2-3-4 ตามมาครับ ด้วยวิธีการเดียวกัน

เมื่อทั้ง 4 รูป เราจัดการวางแบบชนกรอบแล้ว จะเหลือเส้นแบ่งขาวๆให้เห็นว่า ทั้ง 4 รูปแยกออกจากกันพอดิบพอดี สวยงามครับ


วางทั้ง 4 รูปเรียบร้อยแล้ว ก็ไปที่ Layer ตรงแถบข้างบน เลื่อนเม้าส์มาที่ Flatten Image แล้วคลิก....เพื่อให้ ทั้ง 4 ภาพ ละลายรวมเป็นภาพเดียวกัน.......เท่านี้ก็เสร็จครับ

ไม่ยากเลย ใช่ไหมครับ


4. ทำรูปให้เป็น มิติเคลื่อนไหว ได้ไง

ดูภาพประกอบ นางมารร้าย....เอ๊ย...เทพธิดา (ที่มากับ ลม) สลาตัน อย่างในภาพนี้สิครับ สะดุดตาดีกว่าภาพปรกตินะครับ....

อยากทำแบบนี้ ไว้ดูเล่นๆไหมครับ

ได้เลยครับ ง่ายนิดเดียวครับ....เปิดไฟล์ภาพออกมาเลยครับ...ยิ่งถ้าเป็นรูป คนกำลังวิ่ง ละก็ เจ๋งเป้งมากๆครับ  

ไปที่ Layer แล้วเลื่อนเม้าส์มาที่ Duplicate Layer แล้วก็คลิกครับ

เมื่อมีกรอบ อย่างที่เห็นในภาพนี้ โผล่ขึ้นมา ก็ไม่ต้องตกใจ ร้อง ไอ๊หยา หรือพิจารณาอะไรให้ยุ่งยาก .....คลิก OK เลยครับ

พอคลิกแล้ว อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไม ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย....

...ช้าก่อน...เคยดูเค้าเล่นกลตามตลาดบ้างไหมครับ เคยได้ยินเค้าตีฉาบตะโกนร้องชวนคนให้เข้ามาล้อมวงดูว่า..ผ่าง ผ่าง ผ่าง...กลเป็นของโกหก ตาดีก็จับได้ ตาไม่ดีก็จับไม่ได้...ฮ่า ฮ่า ฮ่า..บ้างไหมครับ

นั่นแหละครับ...ภาพที่ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรนั้น... ความจริงมัน มีภาพแบบเดียวกัน ทับซ้อนเข้าไปอีกชั้น แล้วครับ.. เพราะ...Duplicate แปลว่า ทำซ้ำ....Layer แปลว่า ชั้น ครับ.....ที่คลิกตะกี้ จึงหมายถึง ทำซ้ำไปอีกชั้น ครับ

เพราะฉะนั้น เราก็ไปที่ Filter แล้วเลื่อนเม้าส์ลงมาที่ Blur และเลื่อนขวาไปเลือกที่ Radial Blur.... แล้วก็ คลิก ครับ...

เมื่อมีกรอบใหม่ขึ้นมา ขอให้เริ่มจากคลิก ปุ่ม Zoom ก่อน.... ตามด้วยการคลิก ปุ่ม Good ......แล้วก็เอาเม้าส์ไปคลิกปุ่ม เลื่อนสไลด์ เพื่อเลือก ระดับความเคลื่อนไหว ว่าจะให้ แรง หรือ ค่อย แค่ไหนอย่างไรครับ.....สำหรับผม... ผมเลือกที่ระดับ 60 ครับ

เสร็จแล้ว ก็คลิก OK ตามระเบียบครับ


เท่านี้ ผมก็ได้ภาพ กระแสลมสลาตัน พัดร่างคุณนายจนมองไม่เห็น ดังใจปรารถนา..... จนอยากหลับตาสวดมนต์ภาวนา ....ให้ช่วยพัดพาไป ให้พ้นๆจากชีวิตผมเสียทีเถิด เจ้าประคู้ณณณณณ

ขั้นตอนสุดท้าย ก็คือการคลิกปุ่ม Eraser Tool หรือ ปุ่ม ยางลบ ครับ.......เท่านี้ เม้าส์ของเรา ก็จะกลายเป็น ยางลบ ไป ....เอาไป คลิกแตะ ระบาย ที่ไหน ที่นั้นจะกลายเป็น ภาพชัดขึ้นมา ครับ...(ก็เราลบภาพที่เรา ทับซ้อนชั้นที่สอง ให้เหลือ ภาพเดิม ไงละครับ) แล้วก็เชิญเลือกระบายลบได้ตามชอบใจนะครับ

ถ้าเกิดลบไปแล้ว รู้สึกว่า....แหม  ตรงตะกี้ไม่อยากลบเลย.... ก็ไม่ยากครับ..... เลื่อนเม้าส์ไปที่ Edit แล้วเลื่อนลงมาที่ Step Backward (หรือ กดคีย์ Alt+Ctrl+Z ก็ได้ครับ) ส่วนที่ถูกลบจน ชัด ก็จะกลับมา มัว ตามเดิมทุกขั้นตอนครับ

สำหรับผม.... ลบได้แค่ที่เห็น ในความคิดเห็นนี้เท่านั้นแหละ ก็ทำใจลบต่อไปไม่ไหว (อิดเอียน หยะแหยง) แล้วครับ

 

ทั้งหมดนี้ เป็นข้อสังเกตที่ผมได้มาโดยบังเอิญมั่ง เรียนรู้แบบครูพักลักจำมั่ง แล้วนำมาแบ่งปันครับ


5. อยู่นอกบ้าน นอกที่ทำงาน ใช้อินเตอร์เน็ตที่ไหนสบายใจ ได้อารมณ์ที่สุด

เพิ่งไปเที่ยวถนนข้าวสารมาครับ ก็เลยได้ความรู้ใหม่มาว่า เวลาอยู่ข้างนอก บริการ อินเตอร์เน็ต ไฮสปิด ที่ดีที่สุด ก็คือ ในร้าน ทรู ทั้งหลายนี่เองครับ

เค้าคิด ชม.ละ 40 บาทครับ พอซื้อ ชม. เค้าก็ให้สลิปใบเสร็จมา มี user name และ password ให้ เพื่อให้เรา ล็อคอิน ใช้ .........ถ้าใช้ไม่หมด ก็สามารถ ล็อคเอ้าท์ เก็บ ยูสเซอร์เนม พาสเวิร์ด ไปใช้ต่อที่ร้าน ทรู ทุกสาขา (ที่ส่วนใหญ่เห็นตามห้างนั่นแหละครับ) ได้ครับ....ถ้าหมดก็ซื้อเวลาเติมได้ครับ

สำหรับที่สาขา ถนนข้าวสารนี้ มีเครื่องเล่น เป็นสิบ ที่นั่งสบายๆ แอร์เย็นเจี๊ยบ มีกาแฟราคา 25 บาท (เฉพาะเดือนนี้ที่ลด 50%) บริการด้วยครับ....... ส่วนที่นั่งแบบมหาราชา จอใหญ่ 42 นิ้ว เครื่องเสียงเยี่ยม คีย์บอร์ดไร้สาย นั่งเอนกายบนเบาะนิ่ม มีอยู่ในมุมอย่างที่เห็นครับ.....ราคาปรกติ...แต่ต่อไปอาจจะต้องรอคิวนะครับ (แต่ตอนนี้ คนยังไม่ค่อยรู้ เลยไม่กล้าถาม ไม่กล้าเล่นครับ )

เดี๋ยวขออนุญาต คั่นรายการ ด้วยการก้อปบทความ จาก 2how.com (ของเก่า) มาแปะหน่อยนะครับ (แม้คนแปะจะลืมนำไปใช้เสมอก็เถอะครับ )......

6. การถ่ายโดยทำฉากหลังให้เรียบง่าย

ถ่ายง่ายๆวันละนิดไม่ต้องมาก

เพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้เขียนแนะนำเรื่องการถ่ายภาพมาชาติกว่าๆแล้ว เพราะมันต้องรวบรวมแคลลอรี่มากโข เพื่อเขียนออกมาให้ได้อ่านกัน ยิ่งเรื่องยากๆมาทำให้เป็นเรื่องง่ายๆเวลาเขียนอาจธาตุไฟแตกถึงตายได้

......ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากมันง่าย แต่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายมันยาก..... อ่านแล้วงงมั๊ยครับ ผมก็งง....

เพื่อให้บทความชุดนี้ต่อเนื่องไม่หายไปนาน ก็เลยจะเขียนเป็นตอนสั้นๆ (คำว่า  ตอนสั้นๆ นี่ฟังแล้วเสียวพิลึก) อ่านง่ายๆต่อเนื่อง แต่ละตอนใช้เวลาทำไม่มาก คนอ่านก็ไม่ต้องเสียเวลาอ่านมาก ทุกๆตอนอ่านแล้วเอาไปปฏิบัติได้เลย ไม่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ ผมเรียบเรียงมาให้อ่านสั้นๆแต่รับรองว่าอ่านแล้วรู้เรื่อง เมื่อมันสั้นๆผมก็เขียนได้เร็วเอามาอ่านกันได้บ่อยๆ ในลักษณะเป็น Tips เล็กๆน้อยๆ อยากเขียนอะไรก็เขียน (ท่านนักกล้องอยากอ่านอะไรก็ไม่มีทางเลือก ฮ่า ฮ่า ฮ่า // หัวเราะแบบยมบาลน็อคมืด) แต่รับรองว่าทุกเรื่องมีประโยชน์ต่อการถ่ายภาพ

ไร้สาระหรือเปล่าไม่รู้ แต่ไม่จำเป็นต้องให้เซียน หรือเทวดาทั้งหลายมาตัดสินว่ามันไร้สาระหรือไม่

ภาพถ่ายของท่านนักกล้องมันจะบอกว่าดีหรือไม่เองครับ (ช่วยตั้งใจถ่ายมาดีๆหน่อยนะ ผมจะได้ไม่โดนด่ามาก)

ตอนแรกขอนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบภาพนะ เอาแบบง่ายๆเลย จะได้มีกำลังใจในการสู้โลกต่อไป
 
ทำฉากหลังให้เรียบง่าย

ต่อไปนี้อีก 3 วัน 7 วัน ลองดูครับเวลาถ่ายรูป ให้เลือกฉากหลังที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามเลือกฉากหลังที่ไม่ซับซ้อนยุ่งเหยิง เช่น เลือกฉากหลังที่เป็นสีพื้นๆอย่างท้องฟ้า กำแพงที่ไม่มีลวดลายมากนัก และอะไรต่อมิอะไรที่ดูแล้วเรียบง่ายมาเป็นฉากหลัง

ทำ...ทำไม เราทำแบบนี้เพื่อให้เห็นสิ่งที่เรากำลังนำเสนอชัดเจนไงครับ เอาหลักจิตวิทยาง่ายๆมานำเสนอ เพื่อดึงความสนใจของคนดูภาพเรา ทุกคนต้องการความชัดเจนครับ(ไม่เชื่อถามพี่บุญชูเวลาตอบคำถามภรรยาสิ) การเลือกฉากหลังง่ายๆจะทำให้สิ่งที่เราจะนำเสนอในภาพชัดเจนขึ้นโดยปริยาย

เดี๋ยวดูตัวอย่างที่ปฏิบัติได้จริง....(เน้นว่าทำได้จริง)

ภาพแรก  ท้องฟ้าเป็นฉากหลังที่เรียบง่าย ที่พระเจ้าประทานให้เป็นของขวัญ แก่ชาวนักกล้องทั้งมวล... อาเมน
  
ภาพสอง การถ่ายภาพบุคคล ฉากหลังที่เรียบง่ายจะทำให้ตัวแบบโดดเด่นเป็นสง่า ยิ่งฉากหลังที่มีพื้นผิวนิดๆจะทำให้ภาพจับจิตคนดูยิ่งนัก (จริงมั๊ยหนุ่มๆทั้งหลาย)
 
ภาพสาม บางครั้งเราไม่สามารถที่จะหลบเลี่ยงฉากหลังที่รกรุงรังได้ อาจใช้เทคนิคในการควบคุมความชัดลึกของกล้องเข้าช่วย โดยเปิดรูรับแสงให้กว้างๆเข้าไว้ จะทำให้ฉากหลังเบลอหลุดจากระยะชัดไปได้

หมายเหตุ : กล้อง Digital compact ส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ไม่ได้นะครับ เพราะตัว sensor รับภาพมันมีขนาดเล็ก ทำให้มุมหักเหของภาพมันตกในระนาบ sensor เกือบทั้งหมด ทำให้ทั่วทั้งภาพออกมาชัด ไม่เป็นไรไม่ต้องน้อยใจ เพราะเราใช้ Photo Shop ถูฉากให้เบลอๆภายหลังได้
 
ภาพสี่ รูปนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อย่าทำ ฉากหลังที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายอาจทำให้ภาพเป็นขยะได้ 
 

7. การถ่ายแบบ Rule of thirds

Rule of thirds (ภาพแรก) การจัดวางวัตถุในภาพให้น่าสนใจด้วย กฏการแบ่งภาพออกเป็น 3 ส่วน

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจ และขออภัยผู้คิดกฏนี้ขึ้นมาด้วยนะครับ เพราะผมไม่ทราบจริงๆว่าใครเป็นคนคิด ... แต่ท่านจะเป็นใครก็ตาม ขอขอบพระคุณจากใจ ที่ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับนักถ่ายภาพเป็นอย่างมาก

ท่านนักกล้อง ครับ ... หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รูปประเภทถ่ายสถานที่ท่องเที่ยว แล้วมีคนยืนตรงกลางเป็นตัวประกอบนั้น จะไม่มีให้เห็น หรือเพิ่มขึ้นมาบนชั้นตั้งวางรูปของบ้านท่านนักกล้อง,ท่านนักกอล์ฟ,ท่านนักเปตอง ท่านนักดูหนังเอ๊กซ์ หรือท่านนักอะไรทั้งหลาย ที่หลงเข้ามาอ่านเจอ

ท่านนักกล้องลองพิจารณาดูรูปแบบนั้นสิครับ ว่ามันดูแล้วน่าจดจำตรงไหน อย่าเพิ่งตอบครับ ผมขอตอบก่อน (เพราะเดี๋ยวตอบแล้วไม่ตรง ผมจะขาดความมั่นใจ)

คำตอบคือ ตรงที่ความไม่ได้เรื่องของมันนั่นแหละครับ...

ที่ว่านั่นไม่ใช่รูปแบบนั้นบ้านผมไม่มีนะครับ แค่เฉพาะที่ตั้งโชว์ ก็มีมากกว่า จำนวนนักฟุตบอล พรีเมียร์ลีก รวมกับ กัลโช่ซีรี่อาร์ แถมด้วยทีม ราชประชา อีก 1 ทีม

มันไม่น่าสนใจขนาดที่ว่า ผมจำเรื่องราวในรูปไม่ได้เลยซักรูป แม้ว่าจะอยู่ในบ้านเดียวกับมันมา 20 กว่าปี นี่ถ้าไม่ใช่รูปที่พ่อ แม่ แล้วก็ญาติๆผมเป็นคนถ่าย ผมวางเพลิงเผาบ้านทิ้งสร้างใหม่ไปแล้ว (เอารูปไปทิ้งก็กลัวจะเสียน้ำใจ แกล้งเผาบ้านแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ พ่อแม่น่าจะภูมิใจในตัวผมมากกว่า)

จริงๆมันมีวิธีทำให้ภาพและวัตถุถ่ายมาแล้วดูน่าสนใจ อยู่หลายวิธี แต่ที่เลือกวิธีนี้นำเสนอเป็นวิธีแรก เพราะมันง่าย และรับรองว่าใช้แล้วได้ผลค่อนข้างแน่นอน

จุดประสงค์หลักของวิธีนี้ก็คือ พยายามอย่าให้จุดหรือวัตถุที่เราสนใจอยู่กลางภาพ

แล้วสร้างความน่าสนใจให้กับภาพโดยใช้กฏการแบ่งภาพออกเป็น 3 ส่วน  (แบ่งภาพนะครับ ไม่ใช่ใส่กางเกง 3 ส่วนถ่าย ถ้าดื้อจะลองดูก็ได้ ได้ผลยังไงก็เมล์มารายงานแล้วกัน)

ก่อนจะถ่ายรูป..... ให้ท่านนักกล้อง แบ่งภาพทางแนวตั้งและแนวนอน ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน แล้วนำวัตถุ หรือจุดที่เราต้องการเน้นไปวางไว้บนจุดตัด แล้วค่อยถ่าย

(การแบ่งแนวตั้ง 3 ส่วน และแนวนอน 3 ส่วน จะทำให้ภาพถูกแบ่งออกเป็น 9 ส่วน บางคนจึงเรียกวิธีนี้ว่ากฏ 9 ส่วน จะเรียกยังไงก็ได้ครับ ถ้าได้ผลเหมือนกัน เป็นอันใช้ได้ เถียงกันไปก็เท่านั้น เรื่องไร้สาระแบบนี้ ให้พวกนักการเมืองบางประเทศเค้าเถียงกันดีกว่า)

อ่านแล้วจะงงๆ เดี๋ยวดูตัวอย่างพร้อมคำอธิบาย น่าจะช่วยได้ครับ เอ้า ลุยเลยครับ!!!
  
ภาพสอง อย่างรูปนี้จะเห็นชัดมาก ว่าซุ้มขายน้ำถูกวางอยู่ที่ตำแหน่งจุดตัดด้านล่างซ้าย พอดิบพอดี ถ้าเอาซุ้มวางตรงกลาง รูปจะน่าขยำทิ้งมากกว่านี้
  
ภาพสาม  นี่ก็วางเต๊นท์ลงบนตำแหน่งจุดตัดล่างซ้าย
 
ภาพสี่  พอจะเริ่มเข้าใจรึยังครับ


 
ภาพแรก ถ้าวัตถุที่เราจะถ่าย มีขนาดใหญ่มากๆ เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะเน้นความสนใจที่ตรงไหนของวัตถุ แล้วก็นำจุดนั้นไปวางบนจุดตัด อย่างรูปด้านซ้ายนี่ผมต้องการเน้นที่หน้า เพราะคิดว่าคงทำให้ภาพน่าสนใจที่สุด จากนั้นก็จับเข้าสูตร...ซะเลย
 
ภาพสอง รูปนี้แฟนผม (แม่กิ๊ก) เป็นคนถ่าย ตอนแรกแม่กิ๊กเล็งและตั้งกล้องเอาไว้ก่อน แล้วก็กลับมาอุ้มผมไปวางไว้ ที่ตำแหน่งจุดตัด
 
ภาพสาม รูปนี้เลือกส่วนหัวคนไปวางไว้ที่จุดตัดมุมบนขวา .... การเลือกที่จุดไหนมันอยู่ที่สถานการณ์ และปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ
 
ภาพสี่ รูปนี้หน้าแม่กิ๊ก วางพอดีเป๊ะเลยครับ 


รูปบางรูป อาจเหลื่อมจากจุดตัดไปบ้าง... ขึ้นอยู่กับความชำนาญและการฝึกฝน รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆในภาพ ณ เวลานั้นๆด้วยครับ
 
จริงๆแล้ว กฏนี้ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้เสมอไป เพราะการจัดองค์ประกอบของภาพไม่ได้อยู่ที่การวางตำแหน่งในกฏ 3 ส่วนนี้เท่านั้น ยังมีวิธีจัดองค์ประกอบภาพอีกมากมายหลายแบบ อย่างรูปข้างขวา (ภาพสาม) ผมวางแม่กิ๊กไว้ตรงกลางเลย แต่รูปก็ยังพอดูได้ ไม่ใช่เพราะผมถูกแม่กิ๊กบังคับให้เขียนแบบนี้

แต่เป็นเพราะว่า ในรูป แม่กิ๊กใช้วิธียืนเฉียงๆ แล้วเอียงหน้าเข้าหากล้อง ภาพก็เลยดูมีมิติ ทั้งที่ไม่ได้ใช้กฏ 3 ส่วน จริงๆแล้วรูปนี้มันก็ไม่ได้เป็นรูปที่ดีอะไร แต่ก็พออ้อมแอ้มไปได้ หากอยากจะถ่าย จนใจจะขาดรอนๆ

ไว้ผมจะเอาเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพแบบอื่นๆ มาเขียนลงให้เรื่อยๆนะครับ เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ภาพออกมาดีได้ โดยไม่ต้องเรียนรู้เทคนิคซับซ้อนให้วุ่นวาย

ใช้กล้องป๊อกแป๊ก แต่ถ้าจัดองค์ประกอบดีๆ ภาพก็ออกมาน่าสนใจได้ครับ


ขอขอบพระคุณ  2how.com มา ณ ที่นี้ด้วยครับ


 

8. การถ่ายแบบขาดๆเกินๆแบบว่าเพลินไปหน่อย

ระวังส่วนเกิน

การถ่ายรูป โดยเฉพาะกับมือใหม่ มักจะมีอะไรที่หลงลืมไปบ้าง ตอนจับกล้องครั้งแรกคุณพ่อผมสอนเอาไว้ว่า เวลาถ่ายรูปพยายามดูให้ดี อย่าให้มีอะไรที่ดูรกรุงรัง เกินเข้ามา เช่น

สมมุติว่ากำลังถ่ายแฟนเราอยู่ แต่ข้างหลังดันมีหมามาอึ๊บกัน เป็นฉากเร้าอารมณ์อยู่ด้านหลัง ลองคิดดูสิครับ ถ้าจีบกันใหม่ๆเวลาดูรูปแล้วจะรู้สึกยังไง

หรือบางที ท่านนักกล้อง รับงานปฏิทิน ท่องเที่ยวทั่วไทย ไปที่ไหน ถูกโกงทุกที่ ให้กับ สมาคมท่องเที่ยว ถ่ายรูปตึกอันสวยงามเพื่อโชว์ความทันสมัย แต่หน้าตึกดันมีซาเล้งขายของเก่าอยู่ในภาพ อย่างนี้คนถ่ายมันน่าจะถูกนาบด้วยเตารีดแท้ๆ

ส่วนใหญ่พวกภาพวิวนี่แหละครับ ตัวดีเลย ต้องระวังให้มาก ถ่ายวิวมาสวยๆ แต่มุมภาพมีกองขยะตั้งอยู่ โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเลยใช่มั๊ยครับ

ที่ทำความรำคาญใจผมเป็นที่สุดก็อ้ายสายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ แต่ตอนนี้ปลงแล้วครับ เกิดชาติหน้าขอให้เป็นคนไทย แต่อ้ายพวกบริหารบ้านเมืองงี่เง่าทุกยุคทุกสมัยอย่าได้เกิดตามมาเลย....สาธุ

พวกส่วนเกินนี้แก้ไม่ยากเพราะสามารถนำหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ตามหลักอริยสัจ 4 ให้หาสาเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์ที่สาเหตุของมัน (ขอแทรกนิดนึงนะครับ ว่าทำไมคนเราเดี๋ยวนี้ไม่สนใจ ศาสนากันเลย หลักของศาสนาถ้านำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ปัญหาของสังคมจะลดลงกว่านี้มาก เริ่มที่ตัวเราก่อนเลยครับ อันนี้ผมจริงจังนะครับไม่ได้มีเจตนานำศาสนามากล่าวอ้างให้เสื่อมเสีย)

กลับมาที่การถ่ายรูปต่อ

ทุกข์ = ภาพที่ไม่ดี
สมุทัย = สาเหตุของมัน คือสิ่งแปลกปลอมที่เกินมาในภาพ
นิโรธ = ภาพที่ดี
มรรค = วิธีแก้ไข คือพยายามอย่าให้มีอะไรแปลกปลอมมา

จริงๆแล้วพูดง่ายๆก็ คือ

...ก่อนถ่ายรูปดูให้ดีก่อน ว่ามีอะไรที่จะทำให้คุณค่าของภาพเสียไปรึเปล่า
ถ้ามีพยายามเลี่ยง หรือถ้าสามารถโยกย้ายวัตถุที่เกินมาได้ก็ควรทำ...

ดูที่รูปประกอบนะครับ
  
ภาพแรก  รูปนี้ด้านขวามือมีแอร์ของตึกข้างๆ กับประตูเหล็ก เป็นส่วนเกินที่ควรพิจารณา

ส่วนตรงกลางภาพ ที่มีคนขี่จักรยานอยู่ ก็อาจไม่ใช่ส่วนเกินซะทีเดียว บางครั้งอาจทำให้บรรยากาศของภาพดีขึ้นก็ได้ครับ ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
 
ภาพสอง รูปนี้ยุ่งเหยิงมาก มีทั้งเกินทั้งขาด ที่ขาดคือขาของเปียกปูน

ส่วนที่เกินคือขาของบรรดาเพื่อนผม พูดมากไม่ได้ครับ เพราะนับจำนวนขาแล้วน่ากลัว เลยถ่ายเงียบๆรักษาอวัยวะผมไว้ก่อน

ภาพสาม รูปนี้หมวกที่มุมขวาเกินมาครับ ในสถานการณ์เร่งรีบมักเกิดภาพส่วนเกินได้ง่าย ต้องระวังให้ดีครับ
 
ขอโทษนะครับที่รูปตัวอย่างน้อยไปหน่อย ... ไม่ใช่ถ่ายเก่งขนาดว่าไม่มีหรอกครับ แต่ส่วนใหญ่ผมลบรูปทิ้ง เพราะทนดูไม่ได้ครับ (อายจัง....)

เรื่องแบบนี้บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องนี้ทำลายภาพดีๆมานักต่อนักแล้วครับ ช่างภาพเก่งๆจะระวังเรื่องนี้กันมากทีเดียว

ก่อนถ่ายรูปทุกครั้ง ต้องรอบคอบ และถ้วนถี่ครับ


พูดถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาปรากฏในภาพโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมลืมบอกเทคนิคเพิ่มเติมบางอย่างในการแก้ไขไป เอาเป็นว่าบอกเลยแล้วกัน

ในสถานการณ์วุ่นวายยุ่งเหยิง เช่นงานแต่งงาน งานรับปริญญา ในตลาด หรือที่มีคนพลุกพล่าน บางทีเรากำลังเล็งกล้อง อยู่ดีๆก็มี...อาซิ่มจากไหนไม่รู้เดินผ่านหน้ากล้องตอนเรากดชัตเตอร์โดยมิได้นัดหมาย กลายเป็นว่าญาติใครก็ไม่รู้มาอยู่ในกล้องเราเฉยเลย

หรือในงานรับปริญญาเวลาจะถ่ายรูปหมู่ซัก 4-10 คน ตั้งกล้องไว้อย่างดี แต่พอจะกดชัตเตอร์ มักมีพวกรักเพื่อนผิดเวลารีบวิ่งมาเข้ากล้องด้วยเป็นประจำ จะเดินไปถีบก็ไม่ได้เพราะมันไม่ใช่เพื่อนเรา ... เรื่องแบบนี้มักเป็นฝันร้ายของช่างภาพอย่างน่าสงสาร

วิธีแก้ของผมก็คือ

....ผมลืมตาทั้ง 2 ข้างเวลาจะถ่ายครับ ตานึงก็มองที่ช่องมองภาพ ส่วนอีกตาที่เหลือก็ทำหน้าที่ เป็นเรดาร์จับความเคลื่อนไหว วัตถุแปลกปลอมอะไรโผล่เข้ามาจะได้ยั้งนิ้วทัน บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องตลก แต่ใช้แล้วได้ผลครับ ช่วงแรกๆอาจจะขัดๆบ้าง (พวกกินกาแฟแล้วตาค้างจะได้เปรียบ แต่ถ้ากินต้องกินให้หมดแก้วนะครับ เพราะถ้ากินครึ่งแก้ว ก็จะตาค้างข้างเดียวเหมือนเดิม.....ไม่มีประโยชน์อะไร)

หมายเหตุ : กล้องส่วนใหญ่ช่องมองภาพมักจะมองภาพได้ไม่เหมือนภาพที่ตกลงบนฟิล์มนะครับ ส่วนใหญ่มักจะมองได้ขอบเขตของภาพน้อยกว่า โดยจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับภาพที่ตกลงบนฟิล์ม มีเพียงกล้องระดับสูงๆบางรุ่นเท่านั้นที่มองได้ครบ ยิ่งพวกกล้องคอมแพคนี่ต้องระวังให้มากครับ โดยเฉพาะเวลาถ่ายใกล้ๆ อาจต้องชดเชยให้เหลื่อมเข้ามาบ้าง ถ้าอยากดูตัวอย่างให้ลองดูที่นี่นะครับ

คราวนี้มาดูเวลาถ่ายรูปแล้วขาดบ้าง

อันนี้มีตัวอย่างเพียบ มักเกิดขึ้นเพราะ ขาดความเข้าใจในองค์ประกอบของภาพ ไม่คิดว่าสิ่งที่ตัดออกไปจะทำให้ภาพที่ได้ดูไม่สมบูรณ์

ยกตัวอย่าง เช่น ถ่ายรูปเจดีย์มา มุมกล้อง และแสงสวยมาก ทุกอย่างครบ แต่ถ่ายขาดยอดเจดีย์ไปซัก 1 ฟุต ภาพก็จะหมดความน่าสนใจไปทันที เพราะมันไม่สมบูรณ์

ถ่ายภาพนางรำแต่ยอดชฎาขาด หรือไม่ก็ข้อมือหายไป (เป็นนางรำแต่ไม่มีมือ...บรื๋ววววว)

ขาดลักษณะแบบที่ว่า เป็นการขาดแบบไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นเพราะความไม่รู้ หรือดูองค์ประกอบภาพไม่ละเอียดมากกว่า วิธีแก้บางรูปอาจแก้ง่ายมาก แต่บางรูปก็ยากมากๆเช่นเดียวกัน

รูปที่แก้ง่ายๆก็พวกมือขาด แขนขาด หัวขาด (กางเกงในขาด นี่ไม่เกี่ยวนะครับ) เวลาถ่ายรูปจะต้องมองให้ถ้วนถี่ แล้วก็ถ่ายมาให้ครบเป็นอันใช้ได้

แต่บางรูปมันไม่ง่าย เพราะจุดที่เราถ่าย และวัตถุที่เราจะถ่ายอยู่ในตำแหน่งไม่เอื้ออำนวย เช่น จะถ่ายเจดีย์ แต่จุดที่ยืนไม่สามารถเก็บภาพได้เต็มองค์ และจะถอยหลัง ก็ไม่ได้ เพราะมีคนนั่งแคะขนมถ้วยกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างหลัง แบบนี้จำเป็นต้องให้ขาดครับ แต่ส่วนที่ขาดไปต้องมีสาระสำคัญน้อยกว่าส่วนที่จะเก็บภาพ วิธีเลือกขึ้นอยู่กับความเจนโลกของท่านนักกล้อง ต้องมองภาพให้ออกว่าถ่ายตรงไหนมาจะดูดี

ยกตัวอย่างเจดีย์ที่ผมบอก ต้องเลือกว่าขาดที่ยอดหรือฐานอย่างไหนภาพออกมาจะดูดีกว่ากัน (แต่ 90 เปอร์เซ็นต์ เก็บยอดเอาไว้จะดีกว่าครับ)

ยิ่งบางภาพอยู่ในมุมอับมากๆ เลนส์ที่ใช้ไม่กว้างพอ นี่ก็ต้องเลือกถ่ายเช่นเดียวกัน

พยายามดูรูปบ่อยๆครับ จะฝึกได้มาก เดี๋ยวตอนท้ายผมจะมาแนะนำวิธีถ่ายให้เกินให้ขาดแบบตั้งใจครับ

ภาพแรก รูปนี้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ไม่สมควรถ่ายแบบนี้ครับ (เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะสามารถแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดได้ชัดเจนครับ)

ภาพสอง ด้านขวาเหลือตั้งเยอะ แต่ถ่ายยังไงให้มุมซ้ายหายไปได้ ...เฮ้อ (รูปนี้แม่กิ๊กถ่ายครับ ขอนินทาหน่อย)
 
ภาพล่าง  ลองเปรียบเทียบ 2 รูปดูนะครับ    

ภาพแรก รูปนี้พี่มัมมี่ ดั้งหายไปเลยครับ ....
 
ภาพสอง  แม้จะขาดไปเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าถ่ายมาครบกว่านี้ รูปก็จะดีขึ้นครับ
 
ถ้าจะถ่ายรูปให้ดีต้องมีความตั้งใจ และละเอียดรอบคอบ ตรวจสอบสิ่งเล็กสิ่งน้อยให้ดี
ก่อนจะถ่ายทุกครั้ง ต้องมั่นใจจริงๆแล้วค่อยกดชัตเตอร์นะครับ

ต้องพยายามนะครับ ไม่รู้จะบอกยังไง แต่อยากให้ตั้งใจในการถ่ายรูปแต่ละรูปมากๆครับ

ตอนต่อไปจะแนะนำเรื่องการถ่ายขาดและเกินอย่างตั้งใจอย่างไรให้รูปออกมาถูกใจ พลาดไม่ได้นะครับ


การถ่ายเกินมาอย่างตั้งใจ

ส่วนใหญ่การถ่ายให้เกินมาอย่างตั้งใจ มักชอบใช้ในรูปวิวทิวทัศน์บ่อยๆ เพราะการถ่ายวิวทิวทัศน์ให้ออกมาดี ไม่ใช้ว่าเห็นวิวสวยแล้วยกกล้องถ่าย รูปจะออกมาสวยตามวิวนะครับ....มันยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง

แต่ผมจะพูดเฉพาะการถ่ายเกินมาช่วยให้ภาพดูดีก่อน

การถ่ายภาพทิวทัศน์ต่างๆ เราจะต้องวางระยะให้คนดูภาพเราครับ ส่วนใหญ่ที่ผมใช้ ผมจะวางระยะออกเป็น 3 ส่วน คือ

Foreground
Middleground
Background

ที่ต้องแบ่งแบบนี้ก็เพื่อให้ภาพที่เราถ่ายมาดูมีมิติครับ คนดูภาพจะเกิดอารมณ์ร่วม และรู้สึกว่ายืนอยู่ ณ จุดที่เราถ่ายภาพ ถ้าพูดให้เป็นวิชาการหน่อยก็ต้องบอกว่า แหกตาคนดู นั่นเอง

ส่วนที่เป็น Foreground คือส่วนที่เราจะถ่ายวัตถุให้เกินมาครับ ลองดูภาพและคำอธิบายประกอบนะครับ

ภาพแรก นี่ ผมถ่ายเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เชยเป็นบ้าเลยครับ แต่ว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ภาพแบบนี้เราจะเห็นบ่อยๆในนิตรสารท่องเที่ยว สมัยคุณพ่อเดินห่อไหล่

รูปนี้ที่ฉากหน้า ผมถ่ายให้ส่วนของกิ่งไม้ และโขดหินติดมาด้วย เพื่อช่วยให้ภาพมีมิติ แต่เวลาถ่ายจะต้องเลือกว่าจะให้กิ่งไม้ และโขดหินเกินมามากน้อยขนาดไหนด้วยนะครับ เรื่องที่ยากมันจะอยู่ตรงนี้ เพราะต้องดูว่าฟอร์มของกิ่งไม้ที่เราถ่ายติดมานั้น มันลงตัวหรือไม่ ไม่ใช่ถ่ายออกมามีกิ่งเล็กๆแหลมมากิ่งเดียว อย่างนั้นเอาไม้จิ้มฟันมาบังเลนส์ตอนถ่าย จะง่ายกว่าเยอะ

ภาพสอง ถ้าจะติดมาต้องทำให้ภาพดูหนักแน่น อารมณ์คนถ่ายต้องมั่นใจ และตั้งใจจะให้ติดมา อย่ากล้าๆกลัวๆเป็นอันขาด ต้องเด็ดขาดครับอย่างรูปที่ 2 นี้ กิ่งไม้ดูไม่สมประกอบ ทิ่มๆมา เหมือนเล่นบอลแต่ไม่มีโค้ช ภาพเลยดูเลอะเทอะครับ
 
ภาพสาม ภาพนี้ดูเคว้งคว้าง ทั้งที่ผมพยายามถ่ายให้ติดทรายมาเป็น Foreground แล้ว แต่มุมกล้องมันอยู่สูงเกินไป ถ้าจะให้ดี ต้องวางกล้องให้เกือบติดพื้น แล้วถ่ายติดทรายมาให้มากกว่านี้ครับ ความมั่นใจ และหนักแน่นเป็นสิ่งสำคัญครับ เวลาถ่ายรูปผมจะไม่พยายามทำตัวล่องลอยเป็นอันขาด เพราะภาพก็จะดูง่อนแง่นตามเราไปด้วย
 
ภาพสี่ นอกจากจะถ่ายเรือให้ติดมาเป็น Foreground แล้ว รูปนี้ผมตั้งใจให้รูปทรงของเรือ นำสายตาไปยังจุดตัด ของ Rule of thirds ที่จุดขวาล่าง

อย่าเพิ่งท้อถอยนะครับ ต้องค่อยๆฝึกฝน บางรูปอาจดูเหมือนคิดอะไรวุ่นวายไปหมด แต่จริงๆแล้ว สภาพแวดล้อมตอนนั้นมันจะช่วยเราตัดสินใจได้ส่วนนึงครับ

ภาพแรก ถ้าถ่ายคนบนเดินบนชายหาดมาเฉยๆ มันจะดูน่าเบื่อ เพราะเห็นกันมาตั้งแต่ ป.3 แล้ว หาของแถวๆนั้นนั่นแหละครับ มันต้องมีอะไรซักอย่างแหละ ที่จะเอามาใส่ลงในภาพได้
 
ภาพสอง เลือกเพียงบางส่วนของเต้นท์ให้เกินมา เหมือนกับสร้างกรอบมองภาพให้คนดู
 
ภาพสาม รูปนี้ก็ถ่ายม้านั่งให้เกินมาในภาพ เพื่อสร้างมิติให้กับภาพ
 
ภาพสี่ ดูมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่าผมก็หาอะไรใกล้ๆตัวเวลาถ่ายนั่นแหละครับ ใส่เข้ามาเพื่อจัดระยะให้กับภาพ

ลองถ่ายดูซักพักครับ เราจะเลือกได้โดยธรรมชาติเลยครับ
 
เวลาเราถ่ายรูปมันไม่ใช่ว่ารูปที่ถ่ายจะออกมาดีทุกรูป 10 รูป ดี 1 รูป ผมก็ดีใจเหมือนไทยได้ไปบอลโลกแล้วครับ

ช่างภาพชั้นยอดของ National Geographic เวลาถ่ายเรื่องมาลง ส่วนใหญ่ใช้ฟิล์มไม่ต่ำกว่า 200 ม้วน แต่เลือกมาลงแค่ 10-20 รูปเองครับ นั่นขนาดระดับโลกนะครับ ภาพที่ได้ดีๆทั้งนั้น แต่ก็ยังต้องเลือกเลย แล้วทำไมเราจะถ่ายเสียบ้างไม่ได้

ลองออกไปถ่ายฝึกฝนดูนะครับ

ขอขอบพระคุณ  2how.com มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

 




 
หน้าหลักบทความ (Article)>>    กลับหมวดเทคนิค และ ศิลปะ ในการโพสต์กระทู้ >>


view(3083)